Category: IPv6

  • IEEE Explore Services and IPv6

    หลายวันก่อน (2016-06-28) คุณวันชัย พบปัญหาการเข้าใช้งาน web ieeexplore.ieee.org

    p1

    ซึ่งปัญหาที่ว่าก็คือ ปกติแล้วการเข้าไปพยายามดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บดังกล่าว ถ้าเข้าใช้งานจากเครือข่ายของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เอง ผู้ให้บริการ (IEEE Explore) ก็จะสามารถตรวจสอบได้ว่า เข้ามาจากเครือข่ายของมหา’ลัย ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้งานจากเครือข่ายของมหา’ลัย สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้

    แต่ครั้งนั้น อาจารย์ของภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ไม่สามารถดาวน์โหลดได้ จากภายในเครือข่ายของภาคฯเอง และ ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ ถ้าเปลี่ยนไปใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งอยู่ในเครือข่ายของภาคฯเช่นเดียวกัน แต่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP กลับใช้งานได้

    หลังจากผ่านการตรวจสอบ 2-3 ขั้นตอนก็ได้ข้อสรุปว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ จากเดิมทีที่เครือข่ายของมหา’ลัย ใช้งาน IPv4 ในการเข้าถึงเครือข่ายของ IEEE (สำหรับในกรณีนี้ก็คือ ieeexplore.ieee.org) ตอนนี้ เมื่อเครือข่ายของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พร้อมที่จะให้บริการ IPv6 เครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่พร้อมที่จะใช้ IPv6 อยู่แล้ว ก็จะเปลี่ยนไปใช้ IPv6 สำหรับการติดต่อกับเครือข่ายปลายทาง

    สิ่งเหล่านี้ควรจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ และผู้ใช้งานก็ควรที่จะใช้งานได้โดยไม่จำเป็นจะต้องรู้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ตนเองใช้งานอยู่ ติดต่อกับเครื่องปลายทางโดยใช้โปรโตคอลใด

    อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีนี้ บริการของ IEEExplore และ Academic Journals อีกจำนวนมากซึ่งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นสมาชิกอยู่ (ซึ่งอาจจะเป็นสมาชิกโดยตรง หรือโดยอ้อมผ่านทาง UniNet/สกอ.) ไม่ได้เป็นบริการที่เปิดแบบ public ให้ใครๆก็สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ทุกอย่าง ข้อมูลบางอย่าง เช่น ไฟล์ของบทความ จะดาวน์โหลดได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น ถ้าเป็นสมาชิกแบบบุคคล วิธีการที่ใช้ในการยืนยันตัวตน ก็คือการ login โดยใช้ username และ password แบบเดียวกับที่ใช้กับบริการบนเว็บอื่นๆทั่วไป แต่สำหรับสมาชิกแบบ “สถาบัน” แบบที่มาหวิทยาลัยสงขลานครินทร์เป็นอยู่ แทนที่จะต้องให้ นักศึกษาและบุคคลากร แต่ละคนจะต้องมีแอคเคาท์ เป็นของตัวเอง วิธีการที่ง่ายกว่าก็คือ ใช้หมายเลข IP เป็นตัวระบุ โดยสถาบันที่เป็นสมาชิก ก็จะต้องแจ้งไปทางผู้ให้บริการว่า หมายเลข IP ใด หรือ ช่วงใดบ้างที่เป็นของสถาบันนั้นๆ

    แน่นอนว่าก่อนหน้านี้ หมายเลข IP ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์แจ้งไปจะมีเฉพาะ IPv4

    และแน่นอนว่าก่อนหน้านี้ไม่มีใครแจ้งปัญหาว่าสามารถดาวน์โหลดไฟล์จาก IEEExplore ไม่ได้ … เพราะเครือข่ายส่วนใหญ่ใน มหา’ลัย ใช้งานได้เฉพาะ IPv4

    [[

    ซึ่ง … อาจจะทำให้ผมตั้งข้อสงสัยขึ้นมาได้ว่า แล้วหน่วยงานบางหน่วยซึ่งใช้งาน IPv6 มาได้นานก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีใครมีปัญหาบ้างเลยหรือ หรือจะเป็นเพราะว่าสมาชิกหน่วยงานเหล่านั้นไม่เคยใช้ IEEExplore เลย … แต่เนื่องจากว่า มีคำโบราณกล่าวไว้ … อะไรบางอย่าง…เกี่ยวกับการขว้างงู…และอวัยวะอะไรบางอย่างที่เป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างหัวและลำตัว… ผมก็เลยไม่ได้ตั้งข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เพราะไม่อยากให้คอของผมมีรู … และผมก็ไม่ชอบงูด้วย!

    ย้ำ, ผมไม่ได้ตั้งข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้นจริงๆ

    EDIT (2016-07-08): ข้อมูลจาก ที่นี่ ทำให้พอเชื่อได้ว่า IEEE เริ่มใช้งาน IPv6 เมื่อประมาณ 2016-06-06 นั่นคือประมาณ 1 เดือนที่แล้ว ดังนั้นปัญหาในการเข้าถึงบริการของ IEEE Explore จากเครือข่ายของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยใช้งาน IPv6 แล้วใช้งานไม่ได้ จึงไม่ได้นานมากอย่างที่ผมคิดตอนแรก
    ]]

    กลับมาที่เรื่องของการใช้งาน IEEExplore ต่อ ปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เทียบเคียงได้กับการที่ทาง มหาวิทยาลัยแจ้ง IP address ที่มีใช้งานอยู่ให้กับทางผู้ให้บริการไม่ครบ เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์เริ่มใช้งาน IPv6 ได้และพยายามใช้งาน IPv6 ในการติดต่อกับเครื่องที่ให้บริการปลายทาง เครื่องที่ให้บริการปลายทาง ตรวจสอบแล้วไม่พบว่า หมายเลข IP address นี้อยู่ในรายการของหมายเลข IP ที่อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลได้ ก็เลยปฏิเสธการเข้าถึงข้อมูล

    วิธีการแก้ปัญหา ก็คือแจ้งหมายเลข IPv6 address ที่มหา’ลัยใช้อยู่ไป เพื่อให้ทางผู้ให้บริการอนุญาตให้เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งใช้หมายเลขเหล่านี้เข้าถึงข้อมูลได้

    วันนี้ (2016-07-07)
    p2
    คุณสงกรานต์ และ หอสมุดคุณหญิงหลงประกาศผ่านกลุ่มของ facebook ว่าสามารถใช้งานบริการของ IEEE ได้แล้วทั้ง IPv4 และ IPv6

    ซึ่งในแง่ของผู้ใช้งานทั่วๆไป ควรที่จะใช้งานได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องมาสนใจว่า โปรโตคอลที่คอมพิวเตอร์ของตัวเองใช้งานอยู่ในเข้าไปใช้งานบริการ IEEE เป็นโปรโตคอลใด

    ถ้าใช้งานไม่ได้ และ เข้าใจ และ สามารถช่วยตรวจสอบให้ได้ว่าขณะนั้นใช้โปรโตคอลใดที่ใช้งานไม่ได้ และ ถ้าเปลี่ยนเป็นอีกโปรโตคอลหนึ่ง สามารถใช้งานได้หรือไม่ … ถ้าทำได้อย่างนั้น ก็จะเป็นการช่วยเหลือผู้ดูแลเครือข่ายเป็นอย่างยิ่ง สมควรที่ได้รับคำขอบคุณและยกย่องจาก sysadmin/netadmin

    ถ้าผู้ใช้งาน ใช้งานไม่ได้ ก็ควรเป็นหน้าที่ของ sysadmin/netadmin ของหน่วยงานนั้นๆ เป็นผู้ตรวจสอบและวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากอะไร การปล่อยให้ผู้ใช้งาน ซึ่งส่วนใหญ่อาจจะคุ้นเคยแค่การใช้งานแอพลิเคชั่นโดยทั่วไป ต้องมายุ่งเกี่ยวกับ enable/disable v4 protocol ซึ่งจะต้องแก้ไข registry ของระบบ (ภายใต้ข้อสมมติฐานที่ว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช่ Windows) เป็นเรื่องที่ อาจจะผลักภาระให้กับผู้ใช้งานมากเกินไป และ ถึงแม้ผู้ใช้จะยินดีทำ แต่ข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จะส่งผลที่ทำให้เกิดปัญหาที่ยากต่อการตรวจสอบในภายหลัง ได้มากกว่าครับ

    โอเค คราวนี้กลับมาที่ sysadmin/netadmin ผมคิดว่า การจัดการ disable/enable IPv6/IPv4 protocol โดยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับ registry ของ Windows ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรสำหรับ ผู้ดูแลระบบ ที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาในลักษณะนี้เป็นปกติอยู่แล้ว แต่ในนามของผู้ใช้ Linux ซึ่งไม่มีความสามารถในการเข้าถึง registry ของ Windows ผมคิดว่ามีเครื่องมือ ซึ่ง สามารถเรียกใช้งานได้จาก command line ของ Windows เองได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปแก้ไข Windows Registry และสามารถนำมาใช้งานในการตรวจสอบการเข้าถึง IEEExplore สำหรับแต่ละโปรโตคอลได้

    เครื่องมือนั้นมี 2 ตัวครับ ก็คือ wget และ grep

    เครื่องมือทั้งสองนี้ ถือเป็นเครื่องมือพื้นฐานสำหรับ Linux Distribution หลักๆทั่วไป ที่จะติดตั้งมาให้แล้วสามารถเรียกใช้งานได้เลย โดยไม่จำเป็นจะต้องติดตั้งเพิ่ม ส่วน สำหรับ Windows ก็สามารถ Download ได้จาก

    wget — http://gnuwin32.sourceforge.net/packages/wget.htm
    grep — http://gnuwin32.sourceforge.net/packages/grep.htm

    ผมไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า tools ทั้งสองตัวนี้ใช้งานได้จริงสำหรับ Windows ใหม่ๆหรือเปล่า (ตัว tools ทั้งสอง built ตั้งแต่ปี 2008) แต่จาก comment ของ Stack Overflow ที่นี่ ก็น่าพอเชื่อได้ว่าใช้งานได้

    การใช้งาน

    1. คำสั่ง wget มี option สำหรับบังคับให้ใช้ IPv4 (-4) หรือใช้ IPv6 (-6) สำหรับการติดต่อไปยัง web ปลายทาง
    2. ในหน้าแรกของ IEEExplore จะมีข้อความว่า “Prince of Songkla University provided by UniNet” อยู่ในหน้าแรกด้วย ถ้าหากว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการดาวน์โหลดใช้ IP ของมหาวิทยาลัย และ ทาง IEEExplore ได้ register หมายเลข IP นั้นเอาไว้แล้ว

    ดังนั้น เมื่อใช้คำสั่ง

    wget -q -O- -4 http://ieeexplore.ieee.org | grep "Prince of Songkla"
    

    หรือ

    wget -q -O- -6 http://ieeexplore.ieee.org | grep "Prince of Songkla"
    

    แล้วได้ข้อความว่า

    <h4>Prince of Songkla University provided by UniNet</h4>
    ก็แสดงว่า สำหรับ protocol นั้นๆสามารถใช้งานกับ IEEExplore ได้ ถ้าไม่มีข้อความใดๆ ก็แสดงว่ายังใช้งานไม่ได้ครับ

    หมายเหตุ: option “-O-” ของ wget จะทำให้ wget แสดงข้อมูลที่ download มาได้ออกทาง standard output ซึ่งในกรณีนี้ก็จะเป็นการส่งต่อให้กับคำสั่ง grep ผ่านทาง pipe “|” ส่วน option “-q” (quiet) ไม่ให้มันแสดง message แสดงสถานะที่มันกำลังติดต่อว่ากำลังทำอะไร และ ดำเนินการไปถึงใหนแล้ว เพราะในกรณีนี้ เราสนใจเฉพาะข้อมูลที่จะ download มาจากเครื่องที่ให้บริการเท่านั้น
    ถ้าอยากจะรู้ว่า ในการติดต่อไปยัง IEEExplore ครั้งนั้นๆ เครื่องของเราใช้หมายเลข IP ใดก็สามารถตรวจสอบ โดยใช้คำสั่ง

    wget -q -O- -4 http://ieeexplore.ieee.org | grep geoip
    wget -q -O- -6 http://ieeexplore.ieee.org | grep geoip
    

    และ ถ้าอยากจะรู้ว่าปกติแล้ว ถ้าไม่มีการระบุโปรโตคอล เครื่องของเราจะใช้ IPv4 หรือ IPv6 ในการติดต่อไปยัง IEEExplore ก็ให้ใช้คำสั่ง

    wget -q -O- http://ieeexplore.ieee.org | grep geoip
    

    ครับ ถ้าไม่ระบุ protocol ใน option คำสั่ง wget ก็จะใช้ค่าที่กำหนดโดยระบบปฏิบัติการ ว่าจะให้ใช้ protocol ใดก่อนครับ

  • การตั้งค่า IPV6 ให้กับ Apache Web Server สำหรับ Ubuntu Linux

    “อยากตั้งค่า Apache Web Server ให้เปิดใช้ IPv6 ต้องทำอย่างไร”

    • สำหรับวิธีเปิดใช้งาน IPv6 บน Apache จะขอยกตัวอย่างบน Ubuntu ซึ่งจริง ๆ แล้วสามารถตั้งเป็น IPv6 only ก็ได้ แต่ในที่นี่จะตั้งให้สามารถใช้ได้ทั้ง IPv4 และ IPv6
      1. เปิดไฟล์ /etc/apache2/ports.conf
        sudo vim /etc/apache2/ports.conf
      2. ทำการแก้ไขโดยเพิ่มในส่วนของ IPv6 Config ดังนี้ (xxx yyy ไปหามาใส่เอาเองนะครับ เป็นแค่ค่าสมมุติ)
        Listen 192.168.xxx.yyy:80
        Listen [2001:xxxxxx:101]:80
      3. สั่ง Restart Web Service เป็นอันเรียบร้อยครับ
        sudo /etc/init.d/apache2 restart
      4. สามารถตรวจสอบผ่านคำสั่ง netstat ได้ดังนี้ครับ
        netstat -na | grep ":80"
    • การทดสอบในกรณียังไม่ได้จด DNS6 เราไม่สามารถพิมพ์ URL เป็น IPv6 ตรง ๆ บน Browser ได้ ถ้าจดแล้วสามารถทดสอบผ่าน http://ipv6-test.com/validate.php ดูได้ครับ
  • การตั้งค่า IPV6 ให้กับ Nginx Web Server สำหรับ Ubuntu Linux

    “อยากตั้งค่า Nginx Web Server ให้เปิดใช้ IPv6 ต้องทำอย่างไร”

    • สำหรับวิธีเปิดใช้งาน IPv6 บน Nginx จะขอยกตัวอย่างบน Ubuntu ซึ่งจริง ๆ แล้วสามารถตั้งเป็น IPv6 only ก็ได้ แต่ในที่นี่จะตั้งให้สามารถใช้ได้ทั้ง IPv4 และ IPv6
      1. เปิดไฟล์ /etc/nginx/site-available/[site-file]
        sudo vim /etc/nginx/site-available/psu-v6
      2. ทำการแก้ไขโดยเพิ่มในส่วนของ IPv6 Config ดังนี้ (เพิ่มเฉพาะตัวสีแดงนะครับ)
        server {
          listen [::]:80;  
          ...
        }
      3. สั่ง Restart Web Service เป็นอันเรียบร้อยครับ
        sudo /etc/init.d/nginx restart
      4. สามารถตรวจสอบผ่านคำสั่ง netstat ได้ดังนี้ครับ
        netstat -na | grep ":80"
    • การทดสอบในกรณียังไม่ได้จด DNS6 เราไม่สามารถพิมพ์ URL เป็น IPv6 ตรง ๆ บน Browser ได้ ถ้าจดแล้วสามารถทดสอบผ่าน http://ipv6-test.com/validate.php ดูได้ครับ
  • การตั้งค่า IPV6 ให้กับ Lighttpd Web Server สำหรับ CentOS Linux

    “อยากตั้งค่า Lighttpd Web Server ให้เปิดใช้ IPv6 ต้องทำอย่างไร”

    • สำหรับวิธีเปิดใช้งาน IPv6 บน Lighttpd จะขอยกตัวอย่างบน CentOS 6.7 ซึ่งจริง ๆ แล้วสามารถตั้งเป็น IPv6 only ก็ได้ แต่ในที่นี่จะตั้งให้สามารถใช้ได้ทั้ง IPv4 และ IPv6
      1. เปิดไฟล์ /etc/lighttpd/lighttpd.conf
        sudo vim /etc/lighttpd/lighttpd.conf
      2. ทำการแก้ไขโดยเพิ่มในส่วนของ IPv6 Config ดังนี้ (แทนที่ [web-path] ด้วย location จริง ๆ เช่น “/var/www”)
        $SERVER["socket"] == "[::]:80" {
         accesslog.filename = "/var/log/lighttpd/ipv6.access.log"
         server.document-root = [web-path]
        }

        *หมายเหตุ : server.use-ipv6 = “disable” ไม่ต้องแก้ไขนะครับ เพราะ ด้วยชื่อ domain เดียวกันจะไม่สามารถเปิด port 80 สอง port ได้พร้อมกัน ทำได้แค่เพิ่ม SERVER Socket config เข้าไปอย่างที่เห็นข้างบนครับ (จะใช้ก็ตอนที่จะเปิดเฉพาะ IPv6 only ครับ)

      3. สั่ง Restart Web Service เป็นอันเรียบร้อยครับ
        sudo service lighttpd restart
      4. สามารถตรวจสอบผ่านคำสั่ง netstat ได้ดังนี้ครับ
        netstat -na | grep ":80"
    • การทดสอบในกรณียังไม่ได้จด DNS6 เราไม่สามารถพิมพ์ URL เป็น IPv6 ตรง ๆ บน Browser ได้ ถ้าจดแล้วสามารถทดสอบผ่าน http://ipv6-test.com/validate.php ดูได้ครับ
  • การตั้งค่า Interface IPv6 สำหรับเครื่อง CentOS/Redhat Server

    “อยากให้ CentOS/Redhat Server เปิดใช้ IPv6 ต้องทำอย่างไร”

    • สำหรับวิธีเปิดใช้งาน IPv6 บน CentOS/Redhat จะขอยกตัวอย่าง CentOS 6.7 โดยทำการตั้งค่า Interface ในส่วนของ IPv6 ดังนี้
      1. เปิดไฟล์ /etc/sysconfig/network-scripts/[interface-setting-file]
        sudo vim /etc/sysconfig/network-scripts/ifcfg-eth0
      2. ทำการแก้ไขโดยเพิ่มในส่วนของ IPv6 Config ดังนี้ (xxx คือ censor นะครับ)
        IPV6INIT="yes"
        IPV6ADDR=2001:xxxxxxx:34
        IPV6_DEFAULTGW=2001:xxxxxxx::1
        
      3. สั่ง Restart เครื่องเป็นอันเรียบร้อยครับ (ในกรณีที่เป็น CentOS 6 สั่ง sudo service network restart ก็ได้ครับ)
        sudo reboot
      4. สามารถตรวจสอบผ่านคำสั่ง ifconfig ได้ดังนี้ครับ
        ifconfig
    • อย่าลืมตรวจสอบ Firewall ด้วยนะครับ แต่โดยปกติ CentOS จะมี Firewall ตั้งแต่เริ่มติดตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้ Disable Firewall ให้เข้าไปแก้ได้ที่
      sudo /etc/sysconfig/ip6tables
    • ในกรณีที่ใช้ Shorewall ลองศึกษาเพิ่มเติมดูครับว่าต้องแก้ไขอย่างไร
  • การตั้งค่า Interface IPv6 สำหรับเครื่อง Ubuntu Server

    “อยากให้ Ubuntu Server เปิดใช้ IPv6 ต้องทำอย่างไร”

    • สำหรับวิธีเปิดใช้งาน IPv6 บน Ubuntu จะขอยกตัวอย่าง Ubuntu 14.04 โดยทำการตั้งค่า Interface ในส่วนของ IPv6 ดังนี้
      1. เปิดไฟล์ /etc/network/interfaces
        sudo vim /etc/network/interfaces
      2. ทำการแก้ไขโดยเพิ่มในส่วนของ IPv6 Config ดังนี้ (xxx คือ censor นะครับ)
        iface eth0 inet6 static
                pre-up modprobe ipv6
                address 2001:xxxxxxxx:101
                netmask 64
                gateway 2001:xxxxxxxx::1
        
      3. สั่ง Restart เครื่องเป็นอันเรียบร้อยครับ
        sudo reboot
      4. สามารถตรวจสอบผ่านคำสั่ง ifconfig ได้ดังนี้ครับ
        ifconfig
    • อย่าลืมตรวจสอบ Firewall ด้วยนะครับ แต่โดยปกติ Ubuntu จะไม่มี Firewall ตั้งแต่เริ่มติดตั้ง อาจจะต้องระวังในกรณีที่ Gateway ของหน่วยงานยังไม่ได้ตั้งค่า IPv6 Firewall อาจโดน ssh จากข้างนอกได้ครับ (ลองศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Shorewall IPv6 หรือ ip6tables ดูครับ) ซึ่งจะมีผลกับเครื่องที่จดชื่อแล้วซะมากกว่า เพราะจะให้ Scan หา IPv6 เยอะ ๆ เพื่อจะเข้าผ่าน IPv6 ตรง ๆ น่าจะลำบากอยู่
  • การตั้งค่า Interface IPv6 สำหรับเครื่อง Windows Server

    “อยากให้ Windows Server เปิดใช้ IPv6 ต้องทำอย่างไร”

    • สำหรับวิธีเปิดใช้งาน IPv6 บน Windows เป็นเรื่องง่ายมาก แค่ตั้งค่า Interface ในส่วนของ IPv6 ดังตัวอย่าง

    2015-12-08_152152 2015-12-08_152218 2015-12-08_152336

    • เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ ในส่วนของ DNS ถ้าไม่ทราบสามารถลอง nslookup จาก dns (ที่ได้จดชื่อ IPv6 ไว้แล้ว) ดังตัวอย่างในรูปครับ (ขออภัย censor เยอะหน่อยครับ)

    2015-12-08_153053

    • สำหรับ Web Server อย่าง IIS ใน Windows ไม่ต้องแก้ไขอะไรครับ แต่ถ้าเป็น Apache อันนี้ยังไม่ได้ลองครับ
    • อย่าลืมนะครับ Firewall สำหรับ IPv6 จะแยกกับ IPv4 ในกรณีที่ตั้งระบุการเข้าถึงจาก IP ต้นทาง ปลายทางต้องทำการเพิ่มเข้าไปใน Firewall ด้วยครับ
  • รวมวิธีการเปิดใช้งาน IPv6

    “บทความนี้เป็นบทความเกี่ยวกับวิธีการเปิดใช้งาน  IPv6 สำหรับบริการที่เป็น Web Server รวมถึงวิธีการตรวจสอบ Client และ Server ว่าพร้อมหรือยังที่จะใช้งาน  IPv6”


    Blog 1 : การตรวจสอบสถานะการใช้งาน IPv6 สำหรับ Client และ Server


    Blog 2การตั้งค่า Interface สำหรับ Windows Server


    Blog 3 : การตั้งค่า Interface สำหรับ Ubuntu Linux


    Blog 4 : การตั้งค่า Interface สำหรับ CentOS/Redhat Linux


    Blog 5 : การตั้งค่า Apache Web Server สำหรับ Ubuntu Linux


    Blog 6 : การตั้งค่า Lighttpd Web Server สำหรับ CentOS Linux


    Blog 7 : การตั้งค่า Nginx Web Server สำหรับ Ubuntu Linux


  • การตรวจสอบสถานะการใช้งาน IPv6 สำหรับ Client และ Server

    “เราจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าเครื่องสามารถใช้งาน IPv6 ได้แล้ว และเราจะรู้ได้อย่างไรว่า Server ก็ให้บริการ IPv6”

    วิธีการตรวจสอบ Client

    • สำหรับวิธีตรวจสอบ Client ให้เข้า Web Site http://ipv6-test.com จากนั้นสังเกตุดังรูป

    2015-12-08_110837

    Native IPv6 หมายความว่าสามารถสื่อสารจากต้นทาง กลางทาง ปลายทางด้วย IPv6 ทั้งหมด โดยไม่ต้องผ่าน IPv4 เลย (ต้นทาง ปลายทางไม่จำเป็นต้องมี IPv4 เลยก็ได้)

    2015-12-08_110901

    Fallback คือการที่ Web Browser ที่ใช้อยู่สามารถกลับมาใช้ IPv4 ในการเชื่อมต่อได้ในกรณีที่ Web ปลายทางไม่มี IPv6

    2015-12-08_110920

    ค่าดังกล่าวเป็นการบอกว่าสามารถเชื่อมต่อ DNS ด้วย IPv4 หรือ IPv6 และสามารถ resolve  IPv4 หรือ IPv6 ได้

    วิธีการตรวจสอบ Server

    2015-12-08_133827

    ยกตัวอย่างในกรณีที่ยังไม่จด DNS จะขึ้นดังรูปเลย แต่ถ้าจดแล้วแต่ยังไม่ได้ออน Service IPv6 บน Web Server ก็จะขึ้น x ในส่วนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้

    2015-12-08_133642

    ในกรณีที่ผ่านทุกอย่างก็จะปรากฎดังรูป
    • จะเห็นว่าการตรวจสอบไม่ยาก โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้บาง Web จะมีตัวช่วยบอกว่าผู้ใช้กำลังเชื่อมต่อด้วยอะไรเข้ามาดังตัวอย่าง

    2015-12-08_135730