Oracle Database 12CR1 monitoring with MRTG

OS: Oracle Enterprise Linux  7.2  (CentOS 7.2) วิธีติดตั้ง MRTG สามารถติดตั้งได้โดยสามารถดูคู่มือที่ ติดตั้ง mrtg บน ubuntu อาจไม่เหมือนกันแต่สามารถทำได้ทำนองเดียวกัน กราฟสำหรับ Idle CPU and Load average, CPU Time spent waiting for IO, Traffic Analysis for eth0, TCP Current Establish สามารถใช้ script เดียวกับลิงค์ในข้อ ๒ ได้เลย สร้างแฟ้ม /etc/mrtg/get-memory.sh มีข้อความว่า #!/bin/bash FREE=$(free |grep “Mem:”|awk ‘{print $7}’) SWAP=$(free |grep “Swap:”|awk ‘{print $3}’) TIME=$(uptime) echo “${FREE}” echo “${SWAP}” echo “$TIME” hostname  สร้างแฟ้ม /etc/mrtg/myhost-memory.cfg มีข้อความว่า WorkDir: /var/www/mrtg/myhost Target[myhost-mem]:`/etc/mrtg/get-memory.sh` MaxBytes[myhost-mem]: 20000000000 Title[myhost-mem]: Free Memory and Swap Used PageTop[myhost-mem]: <H1>Free Memory and Swap Used</H1> ShortLegend[myhost-mem]: bytes YLegend[myhost-mem]: bytes LegendI[myhost-mem]:  Free Memory: LegendO[myhost-mem]: Swap Used: Legend1[myhost-mem]: Free memory, in bytes Legend2[myhost-mem]: Swap Used, in bytes Options[myhost-mem]: gauge, nopercent, growrightทดสอบสร้างภาพต้นแบบด้วยคำสั่ง env LANG=C /usr/bin/mrtg/myhost-memory.cfgปรับปรุงแฟ้ม index.html ด้วยคำสั่ง indexmaker –column=2 –output=/var/www/mrtg/myhost/index.html /etc/mrtg/myhost-cpu.cfg /etc/mrtg/myhost-cpu-io.cfg /etc/mrtg/myhost-speed-eth0.cfg /etc/mrtg/myhost-tcpestab.cfg /etc/mrtg/myhost-memory.cfg โฟลเดอร์ที่ต้องเฝ้าระวังได้แก่ /u02/app/oracle/adump, /u02/app/oracle/diag/rdbms/regist/regist/alert, /u02/app/oracle/rdbms_trace ซึ่งเป็นโฟลเดอร์สำหรับเก็บ Log ไฟล์ต่างๆ ซึ่งอาจมีขนาดเพิ่มขึ้นจนระบบไม่สามารถให้บริการได้ และโฟลเดอร์ /u03 เป็นโฟลเดอร์ที่ใช้เก็บ archive log (ในกรณีที่ฐานข้อมูลเปิด archive log mode) สร้างแฟ้ม /etc/mrtg/get-diskfree-misc1.sh มีข้อความว่า #!/bin/bash adump=$(du -sm /u02/app/oracle/adump|awk ‘{ print $1 }’) free=$(df -m /u02|grep u02|awk ‘{ print $4 }’) TEMP=$(uptime|grep -o “load average.*”|awk ‘{print $3}’|cut -d’,’ -f 1) LOAD=$(echo “${TEMP:-0} * 100″|bc|cut -d’.’ -f 1) TIME=$(uptime) echo “${adump}” echo “${free}” echo “$TIME” hostname สร้างแฟ้ม /etc/mrtg/myhost-diskfree-misc1.cfg มีข้อความว่า WorkDir: /var/www/mrtg/myhost Target[myhost-misc1]:`/etc/mrtg/get-diskfree-misc1.sh` MaxBytes[myhost-misc1]: 20000000000 Title[myhost-misc1]: Free disk space and disk Used of /u02/app/oracle/adump PageTop[myhost-misc1]: Free disk space and

Read More »

Using KMS Manually to Activate Software

ต้องแจ้ง IP Address ที่ต้องการ activate ผ่าน KMS Server ของมหาวิทยาลัยที่ support@psu.ac.th สำหรับ Windows ให้สร้าง batch script ชื่อ WindowsKMS.bat ไว้ที่ C:\ (drive ที่ติดตั้ง Windows) มีข้อความดังนี้ สำหรับ Windows Vista/7/8/8.1/2008/2008R2/10/11/2012/2012R2/2016/2019/2022 CD %windir%\System32 cscript slmgr.vbs /skms kms1.psu.ac.th cscript slmgr.vbs /ato สำหรับ Microsoft Office/Visio/Project ให้สร้างแฟ้ม OfficeKMS.bat ไว้ที่ C:\ (drive ที่ติดตั้ง Office) มีข้อความดังต่อไปนี้ rem Office 2021, Office 2019, Office 2016: CD \Program Files\Microsoft Office\Office16 CD \Program Files (x86)\Microsoft Office\Office16 rem Office 2013: CD \Program Files\Microsoft Office\Office15 CD \Program Files (x86)\Microsoft Office\Office15 rem Office 2010: CD \Program Files\Microsoft Office\Office14 CD \Program Files (x86)\Microsoft Office\Office14 cscript ospp.vbs /sethst:kms1.psu.ac.th cscript ospp.vbs /act ทั้งนี้ต้องติดตั้ง Office ด้วย Next technology เท่านั้นคือไม่มีการแก้ไข path ที่ใช้ติดตั้ง Office มิฉะนั้นต้องชี้ path ที่ถูกต้องของแฟ้ม ospp.vbs เอง เสร็จแล้วในคลิกขวาที่แฟ้ม WindowsKMS.bat และแฟ้ม OfficeKMS.bat แล้วเลือก run as administrator สำหรับห้องปฏิบัติการหรือเครื่องที่นานๆ (เกิน 30 วัน) เปิดใช้สักครั้งอาจจะต้องมีการเพิ่มหมายเลขผลิตภัณฑ์ลงในสคริปต์ด้วย หลังไมค์มานะครับ…. windows Server ก็ใช้ script เดียวกันนี้สำหรับการ activate จบ ขอให้สนุกครับ

Read More »

How to use bitlocker?

หลังจาก Truecrypt ไม่ปลอดภัย ? คนความลับเยอะจะใช้อะไรเข้ารหัส HDD กันดี ทางเลือกหนึ่งคือใช้ bitlocker ที่มาพร้อมกับ Windows 7/8/8.1/10 (รุ่น Professional, Enterprise, Education, Enterprise LTSB เท่านั้น) และ Windows Server 2008/2008R2/2012/2012R2/(2016?) เพื่อความสะดวกจึงสร้าง Virtual Hard Disk ดังนี้ เปิด Disk Management (Start > RUN > diskmgmt.msc) จะได้ Disk Management คลิกที่เมนู Action เลือก Create VHD จะได้หน้าต่าง Create and Attach Virtual Hard Disk เลือกที่เก็บ ขนาดและชนิดได้ตามชอบใจ VHD และ VHDX ต่างกันตามคำอธิบายนะครับ ดังนั้นตามตัวอย่างนี้จะได้ดังรูป เลือกเรียบร้อยกด OK จะได้ HDD ลูกใหม่เพิ่มขึ้นมาอยู่ในสถานะ Not Initialize เหมือนเราเอา HDD ลูกใหม่ที่เพิ่งซื้อ (สดๆ :p ) มาเสียบ คลิกขวาที่ HDD ลูกใหม่นี้เลือก Initialize Disk เลือกชนิดพาทิชั่นที่ต้องการว่าจะเป็น MBR หรือ GPT อันนี้ปล่อยตามค่าที่ถูกเลือกไว้แต่แรกเลยก็ได้ อย่าลืมอ่าน Note: ด้านล่างด้วยนะครับ (จะเป็น MBR หรือ GPT ขึ้นอยู่กับว่าลง Windows มาในโหมดไหน UEFI หรือ BIOS) สร้าง Partition ใหม่ ตัวอย่างนี้เลือกเป็น GPT Partition Table จะเรียกเป็น Simple Volume คลิกขวาที่พื้นที่ Unallocated เลือก New Simple Volume… เลือกขนาด Partiton ให้เป็นพื้นที่ทั้งหมดไปเลย แล้วกด Next ไปเรื่อยๆ จนถึงขั้นตอน Format สามารถเลือกได้ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็น FAT32 หรือ NTFS ตามตัวอย่างนี้เลือก NTFS กด Next แล้ว Finish จะได้ HDD ลูกใหม่ที่มี Partition ชื่อ Bitlocker เพิ่มขึ้นมาแล้ว (H:) เปิดดูด้วย Windows Explorer จะเห็น Drive H เพิ่มขึ้นมาแล้ว เป็นอันเสร็จสำหรับการสร้าง Virtual Hard Disk คลิกขวาที่ Drive H เลือก Turn on Bitlocker จะได้หน้าต่าง Bitlocker Drive Encryption (H:) (ชื่อ Drive อาจต่างไปจากนี้แล้วแต่เครื่องนะครับ) เลือก Use a password to unlock the drive แล้วตั้ง Password ตามต้องการ กด Next จะได้หน้าสำหรับ Backup recovery key เลือกได้เลยว่าจะเก็บไว้ในรูปแบบไหน (ในตัวอย่างเลือก Save to a file ไว้ก่อนเนื่องจากไม่ได้เข้าวินโดวส์ด้วย Microsoft account) เลือกเสร็จแล้วกด Next จะได้ TXT file ชื่อขึ้นต้นด้วย BitLocker Recovery Key*.txt ให้เก็บไว้ให้ดีเผื่อกรณีฉุกเฉิน (อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ

Read More »

Dual Boot Ubuntu 14.04 & Windows 8.1 in UEFI

เหตุการณ์สมมติจึงใช้ VirtualBox ตั้งค่า VirtualBox ดังภาพ (ขอข้ามวิธีการสร้างเครื่องใหม่บน VirtualBox ไปเลยนะครับ คิดซะว่าชำนาญแล้ว โดยขนาด HDD ที่ต้องการ 100GB เป็นอย่างน้อย) โดยเลือก option ที่เขียนว่า Enable EFI (special OSes Only) และในช่อง  Boot Order: ให้เลื่อนเป็น Optical แล้วตามด้วย Hard Disk แล้วกด OK เมื่อเปิดเครื่องจะได้หน้าจอดังภาพ แสดงว่า BIOS ของเรากลายเป็น UEFI เรียบร้อยแล้ว เลือกแผ่น Ubuntu 14.04 ให้ต่อเข้ากับ Device reset เครื่อง เลือก *Try Ubuntu without installing รอจนได้ Windows Manager แล้วดับเบิ้ลคลิก Install Ubuntu 14.04.2 LTS บน Desktop เข้าสู่กระบวนการติดตั้ง Ubuntu ปกติทั่วไปสามารถใช้ Next Technology ได้เลยไปเรื่อยๆ จนถึงหน้า Installation type ให้เลือกหัวข้อ Something else แล้วกด Continue คลิก New Partition Table… คลิก Continue จะได้ดังภาพ คลิกคำว่า free space แล้วคลิกเครื่องหมายบวก (+) สร้าง Partition ขนาด 512MB มีชนิดเป็น EFI boot partition (ควรดูด้วยว่าพาทิชั่นที่ได้เมื่อสร้างเสร็จมีขนาด 512MB จริงๆ โดยใน VM ที่สร้างนี้ตอนสร้างใส่ไป 514MB) และกด + เพื่อสร้าง swap ในตัวอย่างกำหนดแรมไว้ 4GB สามารถสร้าง Swap เท่าแรมได้เลย และ / (root ขนาด 50GB) ตามลำดับโดยจะเหลือพื้นที่เปล่าไว้ด้วย ภาพแสดงพาทิชั่นเมื่อสร้างเสร็จแล้ว คลิก Install Now และคลิก Continue ที่เหลือหลังจากนี้สามารถกลับสู่โหมด Next Technology ได้เลยจนจบ สิ้นสุดคลิก Restart Now เอาแผ่นออกแล้วกด Enter (ปกติจะเอาออกให้อัตโนมัติ) ลองบูตดูจนได้หน้า Log In เลือก Devices แล้ว Optical Drives แล้วเลือกแผ่น Windows 8.1 คลิกรูปเฟืองที่มุมบนขวา เลือก Shutdown แล้วคลิก Restart เมื่อ VM กำลัง Shutdown ให้สังเกตุดูว่า โลโก้ Ubuntu หายไปให้รีบ ESC ทันทีจะได้ดังภาพ เลื่อน Cursor ลงมาที่ Boot Manager แล้วกด Enter จะได้ดังภาพ เลื่อน Cursor ลงมาที่คำว่า EFI DVD/CDROM แล้วจะมีข้อความว่า Press any key to boot from CD or DVD…. เมื่อกดปุ่มใดๆ จะเข้าสู่วินโดวส์เพื่อเริ่มติดตั้ง เมื่อได้หน้าเลือกภาษาให้เลือกดังภาพ แล้วคลิก Next คลิก Install now คลิกเครื่องหมายถูกหน้าข้อความ I accept the license terms คลิก Next เลือก Custom: Install

Read More »

How to reset root password CentOS 7.1

เข้า Single user mode โดย reboot แล้วเมื่อได้เมนูของ Grub ให้เลื่อนแถบสีไปยัง Kernel ที่ต้องการบูต (โดยปกติจะถูกเลือกไว้อยู่แล้ว) ให้กด e จะได้หน้าจอดังนี้ สิ่งที่เราสนใจคือบรรทัดที่ขึ้นต้นว่า linux ซึ่งในบทความนี้คือ linux16 สำหรับ CentOS 7/7.1 x86_64 บนเมนบอร์ดที่ใช้ระบบ BIOS (อาจจะพบกับ linuxefi สำหรับเมนบอร์ดที่ใช้ระบบ UEFI) เมื่อหาเจอแล้วเลื่อน cursor ไปที่ ข้อความ ro เปลี่ยน ro เป็น rw init=/sysroot/bin/sh กดปุ่ม ctrl และปุ่ม x พร้อมกันเพื่อบูตระบบจะได้ดังภาพ พิมพ์คำสั่ง chroot  /sysroot พิมพ์ passwd เพื่อเปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับ root สร้างแฟ้ม autorelabel เพื่อปรับปรุงกฏของ selinux (ถึงแม้จะไม่ได้ใช้งาน selinux ก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท) โดยคำสั่ง touch /.autorelabel พิมพ์ exit เพื่อยกเลิก chroot พิมพ์ reboot ระบบจะรีบูตสองรอบ อัตโนมัติเพื่อปรับปรุง selinux และไฟล์ autorelabel จะถูกลบอัตโนมัติ ล็อคอินเข้าระบบด้วยผู้ใช้ root และ password ที่เปลี่ยนไป ลบแฟ้ม /.bash_history ทิ้งด้วยคำสั่ง rm /.bash_history (ถูกสร้างตอนออกจากระบบ chroot) จบขอให้สนุกครับ อ้างอิงเพิ่มเติม https://access.redhat.com/documentation/en-US/Red_Hat_Enterprise_Linux/7/html/System_Administrators_Guide/sec-Terminal_Menu_Editing_During_Boot.html#sec-Recovering_Root_Password

Read More »