Tag: Google

  • GCP #01 วิธีการสร้าง Virtual Machine บน Google Cloud Platform

    ขั้นตอน

    1. มี Google Account
    2. ไปที่ https://console.cloud.google.com/start
    3. สำหรับคนที่ใช้ครั้งแรก ควรจะใช้สิทธิ์ Free Trial 300 USD / 12 Month

    4. ในการใช้งาน จะต้องมี Billing Account โดยต้องกรอกข้อมูล บัตร Credit/Debit ซึ่งต้องเป็น VISA/MasterCard เท่านั้น และต้องไม่ใช่ Prepaid ด้วย
      https://cloud.google.com/billing/docs/how-to/payment-methods#add_a_payment_method
    5. เมื่อเสร็จแล้วจะได้ Credit อย่างนี้
    6. ต่อไป สร้าง Virtual Machine กัน
      ไปที่ เมนู > Cloud Launcher

      จะเห็นได้ว่า ตอนนี้ระบบจะสร้าง “My First Project” ไว้ให้ ซึ่งเราสามารถ สร้าง Project ใหม่ก็ได้ แต่ตอนนี้ใช้อย่างนี้ไปก่อน
    7. ต่อไป จะลองสร้าง Ubuntu Server ขึ้นมาใช้งาน ในที่นี้จะสร้าง Ubuntu 14.04
      พิมพ์ Ubuntu ในช่องค้นหา แล้ว เลือก Ubuntu 14.04
    8. จากนั้น คลิก Launch on Compute Engine
    9. ตั้งชื่อตามต้องการ (ถ้าต้องการ)
    10. สามารถเลือก Zone และ Machine Type ได้ตามความเหมาะสม ซึ่งจะมีราคาแตกต่างกัน
    11. ค่าเริ่มต้น Machine Type: n1-standard-1 จะให้ 1 vCPU, 3.75 GB RAM และ 10 GB standard persistent disk หากต้องการ Disk เพิ่ม สามารถคลิก Change เพื่อเพิ่มได้​ (standard persistent disk จะราคาถูกกว่า ssd มาก)
    12. ต่อไป กำหนดเรื่องเของ Firewall ถ้าให้บริการ HTTP/HTTPS ก็คลิกเลือกได้เลย
      ในกรณีที่ต้องการกำหนดค่าอื่นๆ เช่น Disk, Network, SSH Key ให้คลิก “Management, disks, networking, SSH keys”
      เสร็จแล้วกดปุ่ม Create
    13. รอสักครู่ ก็จะได้ VM มาใช้งานแล้ว
    14. ในที่นี้ จะได้ External IP ซึ่งใช้ในการติดต่อจาก Internet มา แต่หากมีการ Restart/Stop IP address นี้ก็จะเปลี่ยนไป (การ Fix มีค่าใช้จ่ายนิดหน่อย) และ การติดต่อไปยัง VM ก็สามารถทำได้ โดยการคลิก SSH ซึ่งสามารถเข้าถึงได้จาก Console นี้ หากต้องการใช้งานจาก Client อื่นก็ทำได้ แต่ต้องกำหนด SSH Key กันนิดหน่อย ซึ่งจะกล่าวในภายหลัง
    15. เพิ่มเติม ในกรณีต้องการเปิด Port เพิ่มที่ไม่ใช่ HTTP/HTTPS ให้คลิกที่ Menu > Network Services > Firewall Rules

      แล้วกำหนดค่าตามต้องการ โดยการ Create Firewall Rule

    หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

  • วิธีการ Upload ไฟล์ไปบน Google Drive File Stream ด้วย Google Client Library for Python

    Google Drive File Stream จริงๆแล้วก็คือการเปิดให้ PC ทั้ง Windows และ Mac สามารถ Map Drive จาก Google Drive มาเป็น G:\ หรืออะไรทำนองนั้น แต่ปัจจุบัน (September 2017) บน Windows Server ซึ่งใช้ Secure Boot จะไม่สามารถติดตั้ง Client ได้ และ Ubuntu Server ก็ยังไม่มีตัวติดตั้ง ดังนั้น ในภาพของผู้ดูแลระบบ ไม่สามารถใช้ความสามารถนี้ได้ … โดยตรง

    ส่วนใน Windows Desktop ทั่วไปก็จะติดตั้งได้ แม้ว่า จากคำโฆษณา จะบอกว่าผู้ใช้สามารถใช้งานได้ แม้พื้นที่บน Local Drive ไม่เยอะ แต่เอาเข้าจริง ด้วยความสามารถที่จะใช้งาน Offline ได้บ้าง ทำให้ Client ต้อง Cache ไฟล์ที่ใช้งานด้วยเช่นกัน และหาก upload ไฟล์ขนาดใหญ่ จาก Local Drive ไปเก็บใน G:\ ข้างต้น ก็จะทำให้ต้องเสียพื้นที่ในขนาดเท่าๆกันไปด้วย เช่น ใน Local Drive มีไฟล์ที่จะ Backup ขึ้นไป ขนาด 1 GB บน C:\ เมื่อทำการ Copy ไปยัง G:\ ก็จะเสียพื้นที่อีก 1 GB ด้วยเช่นกัน

    ทางออกก็คือ ใช้ความสามารถของ Google Client Library ทำการ Upload ไฟล์ขึ้นไปโดยตรง เท่าที่ทดลองมา จะไม่ได้ Cache บน Local Drive ทำให้สามารถ Upload ไฟล์ขนาดใหญ่ได้ โดยไม่เสียพื้นที่เพิ่มแบบ Client ข้างต้น

    วิธีการใช้งาน Python เพื่อ Upload File ขึ้น Google Drive File Stream

    1. ผมเขียน Code เอาไว้ ชื่อ upload2gdrive.py ไว้บน GitHub (https://github.com/nagarindkx/google) สามารถดึงมาใช้งานได้โดยใช้คำสั่ง
      clone https://github.com/nagarindkx/google.git
      cd google
    2. สร้าง Project, Credential ตาม “ขั้นที่ 1” ในบทความ การใช้งาน Google Drive API ด้วย Google Client Library for Python ซึ่งจะได้ไฟล์ Client Secret File มา ให้แก้ไขชื่อเป็น “client_secret.json” แล้ว นำไปไว้ใน directory “google” ตามข้อ 1
    3. วิธีใช้คำสั่ง
      ดูวิธีใช้

      python upload2gdrive.py --help

      Upload ไฟล์ จาก /backup/bigfile.tar,gz

      python upload2gdrive.py --file /backup/bigfile.tar.gz

      บน Windows ก็สามารถใช้งานได้ ด้วยคำสั่ง

      python upload2gdrive.py --file D:\backup\bigfile.tar.gz

      หากต้องการระบุตำแหน่ง Folder บน Google Drive ที่ต้องการเอาไฟล์ไปไว้ ให้ระบุ Folder ID

      python upload2gdrive.py --file /backup/bigfile.tar.gz ----gdrive-id xxxxxxxbdXVu7icyyyyyy

      หากต้องการระบุ Chunk Size (ปริมาณข้อมูลที่จะแบ่ง Upload เช่น ไฟล์ 1 GB หากกำหนด Chunk Size เป็น 100MB โปรแกรมจะแบ่งข้อมูลเป็น 10 ส่วน — ขนาดที่เล็กที่สุดคือ 1 MB และค่า Default คือ 100 MB)

      python upload2gdrive.py --file /backup/bigfile.tar.gz ----gdrive-id xxxxxxxbdXVu7icyyyyyy --chunk-size 100
    4. ผลการทำงานจะประมาณนี้

      ใน Google Drive ที่กำหนด ก็จะมีไฟล์ปรากฏอยู่

    หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

    PS: ในบทความต่อไป จะมาอธิบายว่า เขียนขึ้นมาได้อย่างไร โปรดติดตามชม

  • วิธีการตั้งค่า Google Apps/Gmail บน Microsoft Outlook 2016

    ก่อนจะตั้งค่า Microsoft Outlook 2016 ให้สามารถใช้งานกับ Google Apps/Gmail Account ได้ต้องดำเนินการตามนี้ก่อน (เพราะ Microsft Outlook 2016 ยังไม่รองรับการยืนยันตัวตนด้วย OAuth 2.0 ซึ่งมีความปลอดภัย)

    แบ่งเป็น 2 กรณีครับ

    1. ถ้าไม่ได้ใช้ 2-Step Verification ต้องไปที่
    แล้วคลิก Allow less secure apps: ให้เป็น On ครับ
    i1
    2. กรณีใช้ 2-Step Verification ให้ทำการสร้าง Apps Password โดยไปที่
    เลือก Mail > Windows Computer แล้วคลิก Generate
    จากนั้นเอารหัสผ่านที่แสดงขึ้นมาใหม่ ไปใช้งานครับ
    i2
    i3
    จากนั้น จึงใส่รหัสผ่านใน Outlook ครับ
    2559-12-06-15_08_18
    UPDATE: หากจะใช้ OAuth 2.0 จริงๆ ก็ทำได้ แต่ต้อง Tweak แก้ registry กันเลย ตามนี้ครับ
  • การเชื่อมต่อ Thunderbird กับ Google Mail (ทั้ง Gmail และ Google Apps)

    ในอดีต Thunderbird และ Mail Client อื่นๆสามารถติดต่อกับ Google Mail ได้โดยตั้งค่า Mail Server ให้ถูกต้อง และ username/password ก็สามารถใช้งานได้ แต่ในปัจจุบัน Google หันไปใช้ระบบ OAuth 2.0 ซึ่งการ Authentication หรือการใส่ username/password ต้องทำที่ Google เท่านั้น รวมถึงการทำ 2-Step Verification ด้วย (การใส่ One-Time Password นอกเหนือจาก username/password เป็นต้น) ทำให้ Thunderbird และ Mail Client ที่ยังไม่รองรับ OAuth 2.0 ไม่สามารถใช้งานได้

    แต่ทาง Google Mail ยังเปิดให้สามารถใช้งานได้ โดยแบ่งเป็น 2 กรณีคือ ใช้หรือไม่ใช้ 2-Step Verification โดยตรวจสอบได้จาก

    0. วิธีตรวจสอบว่าใช้งาน 2-Step Verification หรือไม่ โดยการไปที่ https://myaccount.google.com/security
    หากไม่เปิดใช้ 2-Step Verification จะได้หน้าตาอย่างนี้
    2559-08-08 09_33_29-Program Manager
    หากเปิดใช้ 2-Step Verification จะได้หน้าตาอย่างนี้
    2559-08-08 09_34_04-Program Manager

    1. ผู้ใช้ที่ไม่ได้เปิดใช้งาน 2-Step Verification ให้ไปที่ https://myaccount.google.com/security#connectedapps
    ภายใต้หัวข้อ Allow less secure apps ให้เปิดใช้งาน ดังภาพ
    2559-08-08 09_40_49-Program Manager

    2. ผู้ใช้ที่เปิดใช้งาน 2-Step Verification ให้ไปที่ https://security.google.com/settings/security/apppasswords
    แล้วเลือก Mail และ Windows Computer แล้วคลิก Generate ดังภาพ
    2559-08-08 10_03_47-App passwords - Account Settings
    จะได้ Password ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง (ไม่ต้องไปจำ) ดังภาพ
    2559-08-08 10_06_10-App passwords - Account Settings
    หากวันหลังต้องการเลิกใช้ ก็กดปุ่ม Revoke ภายหลังได้

    จากนั้น เปิดให้ Google Account ใช้งาน IMAP ได้ โดยไปที่ https://mail.google.com/mail/u/0/#settings/fwdandpop
    แล้วคลิก Enable IMAP ดังภาพ
    2559-08-08 10_17_17-Settings - Psu.ac.th Mail
    แล้วคลิก Save Change ด้านล่าง

    สุดท้าย ที่ Thunderbird ให้ตั้งค่า

    Password: สำหรับคนที่ไม่ใช้ 2-Step Verification ให้ใส่ Password ของ Google Account เดิมลงไป ส่วนคนที่ใช้ 2-Step Verification ให้เอา Password ที่ได้มาใหม่ใส่ลงไปแทน
    Incoming IMAP เป็น imap.gmail.com และ SSL เป็น SSL/TLS
    Outgoing SMTP เป็น smtp.gmail.com และ SSL เป็น SSL/TLS
    อย่าลืม ใส่ username ให้มี @gmail.com หรือ @psu.ac.th ในกรณีใช้ PSU GAFE ด้วย
    แล้วคลิกปุ่ม Done ดังภาพ

    2559-08-08 10_12_15-Mail Account Setup

    เท่านี้ก็สามารถใช้งาน Google Mail จาก Thunderbird ได้แล้ว

  • วิธีการทดสอบเว็บไซต์ Responsive บน Smart phone ด้วย Chrome

    “ปัจจุบันกระแสการออกแบบเว็บเชิงตอบสนอง (Responsive design) ถูกนำมาใช้ในการออกแบบเว็บสมัยใหม่ เนืองจากสามารถดูได้ทั้งแบบผ่านเครื่องคอม แท็บเล็ต และมือถือ ได้โดยทันที”

    แต่ในระว่างการออกแบบ ถ้าผู้ออกแบบจะต้องมีการทดสอบบนอุปกรณ์แท็บเล็ต หรือมือถือ ต่างๆ ซึ่งมีความละเอียดของหน้าจอแตกต่างกันออกไป

    ซึ่งในส่วนที่ Chrome มีเครื่องมือที่ช่วยในการแสดงผลเว็บไซต์บนอุปกรณ์ Smart phone ได้ โดยไม่ต้องโหลดเพิ่ม แต่ประการใด !!! แถมวิธีการก็ง่ายแสนง่าย 

    ขั้นตอนที่ 1

    ให้ไปที่ More tools > Developer tools ดังภาพ

    01

    ขั้นตอนที่ 2

    เลือกที่รูปโทรศัพท์ ดังภาพ

    02

    ขั้นตอนที่ 3

    สังเกต ด้านซ้ายจะปรากฏหน้าจอมือถือขึ้นมา ให้ระบุ URL ที่เราต้องการดังภาพ

    06

    จากภาพ จะเห็นว่าหากเป็นเว็บที่ออกแบบด้วยหลักการออกแบบเว็บเชิงตอบสนอง (Responsive design) จะมีการจัดหน้าจอให้เหมาะสมกับอุปกรณ์

    ขั้นตอนที่ 4

    สังเกต ด้านบน เราสามารถเลือกรุ่นของ Smart Phone ได้หลายรุ่น แม้จะไม่มาก แต่ก็เป็นรุ่นหลักและหลากหลายความละเอียด หรือจะเลือกปรับขนาดเองก็ทำได้  และสามารถปรับให้แสดงแนวตั้งและแนวนอนได้อีกด้วย ดังภาพ

    07

    จะเห็นว่าเครื่องมือด้งกล่าวใช้งานไม่ยาก ทำให้สามารถดูหน้าจอในหลายๆ ความละเอียดได้อย่างรวดเร็ว 

  • วิธีกู้ไฟล์ที่ถูก Ransomware จับไปเรียกค่าไถ่

    Ransomware หรือ โปรแกรมเรียกค่าไถ่ไฟล์ต่างๆ โดยการเข้ารหัสไฟล์เหล่านั้น ทำให้ไม่สามารถเปิดใช้งานได้อีก นอกจากจะยอมเสียค่าไถ่ให้กับผู้ร้ายด้วยเงินสกุล Bitcoin โปรแกรมเหล่านี้จะมาจากการติดตั้ง หรือถูกหลอกให้ติดตั้ง ผ่านทางเว็บไซต์ “อโคจร” ต่างๆ Software เถื่อน ละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหลาย และที่มีบ่อยมากคือ มาจาก “จดหมายหลอกลวง (Phishing)” ซึ่งทำให้ติดเชื้อได้อย่างง่ายดาย

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    https://www.thaicert.or.th/alerts/user/2015/al2015us001.html

    เมื่อติด หรือ โดนเรียกค่าไถ่ เรียกได้ว่า ยากมากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะกู้คืนโดยการ Decrypt  หรือถอดรหัสกลับคืน

    มีวิธีการเดียวที่ทำได้เลยคือ “กู้คืนจากไฟล์สำรองไว้” บนระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows เอง ก็สามารถทำได้ โดยผู้ใช้จะต้อง “ตั้งค่าการสำรองข้อมูล” ไว้ก่อน จึงจะสามารถกู้คืนได้ แต่หากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเสียหาย ก็จะไม่สามารถกู้คืนได้อีกเลย

    แต่ยังมีวิธีการ “สำรองและกู้คืน” ที่ง่าย ปลอดภัย และแม้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์จะเสียหายอย่างไร ก็จะสามารถ “กู้คืนข้อมูลได้” นั่นคือการใช้งาน Google Drive ในการสำรองข้อมูล โดยผู้ที่มี Google Account หรือ Gmail สามารถใช้งานได้ทันที โดยมีพื้นที่ให้ 15 GB (รวมกับการเก็บ email) ส่วนผู้ใช้ในมหาวิทยาลัยสงขลานคริทนร์ จะได้ใช้ Google Apps for Education ซึ่งมีพื้นที่ในการจัดเก็บ “Unlimited” หรือไม่มีขีดจำกัดเลยทีเดียว (เบื้องต้นจะเห็นพื้นที่จัดเก็บ 10 TB — 10,000 GB)

    Google Drive เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนก้อนเมฆ หรือ Cloud Storage ผู้ใช้ของ Google Account สามารถเข้าถึงได้ที่ https://drive.google.com เมื่อทำการลงชื่อเข้าใช้งาน (Sign In)  แล้วก็จะสามารถมองเห็นข้อมูลบนระบบ สามารถสร้าง Folder และ Upload ไฟล์ขึ้นไปเก็บได้ และสามารถเข้าถึงได้จากทั้ง เครื่องคอมพิวเตอร์ และ Smartphone ได้จากทุกแห่งทั่วโลก ดังภาพที่ 1 (โดยต้องมีระบบ Internet เข้าถึงนะ)

    01-googledrivepsu

     

    ภาพที่ 1: Google Drive บนระบบ Google Apps for Education ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

    ในที่นี้ จะแสดงวิธีการ สร้างโฟล์เดอร์ชื่อว่า “เอกสารสำคัญ” ไว้บน Google Drive เพื่อใช้ในการสำรองไฟล์สำคัญไว้ ขั้นตอนคือ คลิกที่ New > Folder แล้วตั้งชื่อว่า “เอกสารสำคัญ” แล้วคลิกปุ่ม Create ดังภาพที่ 2

    02-newfolder เอกสารสำคัญ

    ภาพที่ 2: สร้างโฟล์เดอร์ชื่อว่า “เอกสารสำคัญ” ไว้บน Google Drive

    ส่วนการทำงานเพื่อ Backup ข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ไปเก็บไว้บนระบบ Google Drive อัตโนมัติ ทำได้โดยติดตั้งโปรแกรม “Google Drive” บนเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วตั้งค่าให้ Sync ข้อมูลกับโฟลเดอร์ “MyGoogleDrive” ใน My Documents ของเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังวิธีการต่อไปนี้

    1. Google Drive สามารถดาว์นโหลดได้จาก https://www.google.com/drive/download/
    2. เมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้วให้ลงชื่อเข้าใช้ และคลิก Next ไปเรื่อยๆ ดังภาพที่ 303-installgoogledrive
      ภาพที่ 3: คลิก “ถัดไป” จนถึงหน้าจอสุดท้าย
    3. หน้าจอสุดท้าย คลิก “การตั้งค่าขั้นสูง” ดังภาพที่ 404-advance
      ภาพที่ 4: คลิก “การตั้งค่าขั้นสูง”
    4. คลิก “เปลี่ยน” แล้วสร้าง MyGoogleDrive ไว้ใน My Documents ดังภาพที่ 506-MyGoogleDrive
      ภาพที่ 5: สร้าง MyGoogleDrive ไว้ใน My Documents
    5. ต่อไป เลือก “เลือกเฉพาะโฟล์เดอร์เหล่านี้”  แล้ว เอาเฉพาะ “เอกสารสำคัญ” แล้วคลิก “เริ่มการซิงค์” ดังภาพที่ 607-syncspecificfolder
      ภาพที่ 5: เลือกเฉพาะ “เอกสารสำคัญ”
    6. สักครู่ระบบก็จะทำการ Sync เมื่อเสร็จสิ้น จะได้ผลดังภาพที่ 608-syncsuccess
      ภาพที่ 6: Sync “เอกสารสำคัญ” เสร็จแล้ว

    ให้นำเอกสารสำคัญต่างๆมาใส่ไว้ใน “เอกสารสำคัญนี้” ระบบก็จะทำการ Sync ขึ้นไปบน Google Drive แล้ว และ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงไฟล์ในโฟล์เดอร์นี้ จะถูกสำรองเอาไว้

    ต่อไป มาดูกันว่า เมื่อมีการแก้ไขไฟล์เอกสารชื่อ “doc1.docx” ระบบ Google Drive จะสำรองข้อมูลเอาไว้ให้ตลอด และสามารถกู้คืนรุ่นของเอกสารได้ ดังภาพที่ 7

    12-sequence

     

    ภาพที่ 7: แสดงเวลากับการแก้ไขข้อความ

    สิ่งที่ Google Drive สำรองไว้ให้ สามารถดูได้จากการ คลิกขวาที่ไฟล์นั้นๆ แล้วเลือก “Manage Version” ดังภาพที่ 8

    13-manageversion

    ภาพที่ 8: การเลือก Manage Versions

    จากนั้น สามารถหากต้องการย้อนเวลา ไปเอาไฟล์นี้ ขณะที่ยังมีข้อความและรูปภาพ ก็คลิกที่เวลา 14:56 แล้วเลือก Download ออกมาทับไฟล์เดิม หรือ เก็บไว้ที่อื่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ได้ ดังภาพที่ 9

    14-restore1456

    ภาพที่ 9: เลือก Version 2 ที่บันทึกเมื่อเวลา 14:56 แล้ว download ไฟล์ออกมา

    ผลที่ได้คือ ไฟล์เดิมที่มีข้อความและภาพ ที่บันทึกเมื่อเวลา 14:56 ดังภาพที่่ 10

    09-doc1.docx

     

    ภาพที่ 10: ไฟล์ที่ถูกแก้ไขไปแล้ว ก็สามารถกู้กลับมาได้

    ในกรณีที่ไฟล์นี้ ถูก “ลบ” ทิ้ง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจ หรือ ถูก Ransomware ลบทิ้งแล้วเหลือไว้แต่ไฟล์ที่เปิดไม่ได้ก็ตาม ดังภาพที่ 11  ก็สามารถกู้กลับมาได้

    15-deletedfile

    ภาพที่ 11: ไฟล์ doc1.docx ถูกลบหายไปจาก “เอกสารสำคัญ” บนเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว

    การกู้ไฟล์ที่ถูกลบไปแล้ว ต้องทำจากบน Google Drive ผ่านทางเว็บเบราเซอร์ โดยเข้าไปใน “เอกสารสำคัญ” แล้วคลิกตัว i ด้านขวามือบน แล้วคลิกที่คำว่า Activity จะพบว่า มีการลบ หรือจริงๆแล้วคือการย้ายไฟล์ไปลง Bin นั่นเอง ดังภาพที่ 12

    16-detailactivity

    ภาพที่ 12: แสดงให้เห็นว่าไฟล์ที่ถูกลบ ไปเก็บอยู่ใน Bin ของ Google Drive

    การกู้ไฟล์นี้คืนมา ก็เพียงคลิกที่ชื่อไฟล์ doc1.docx แล้วคลิกรูปแว่นขยาย จากนั้นระบบจะนำไปสู่ Bin หลังจากนั้น ให้คลิกขวาที่ doc1.docx แล้วเลือก Restore ตามภาพที่ 13:

    17-restore

    ภาพที่ 13: วิธีการ Restore ไฟล์ doc1.docx

    ผลก็คือ ได้ไฟล์ที่ถูกลบทิ้งกลับคืนมา ดังภาพที่ 14

    18-restorecomplete

    ภาพที่ 14: การกู้ไฟล์เสร็จสมบูรณ์

    หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

     

     

     

     

  • ชีวิตสะดวกและปลอดภัยด้วยการ Sign In บน Google Chrome

    เคยเจอปัญหาเหล่านี้เมื่อต้องไปใช้งานเครื่องอื่นที่ไม่ใช่เครื่องตนเองหรือไม่ ?

    1. จะเข้าเว็บไซต์ที่เคย Bookmark เอาไว้ในเครื่องตนเอง ก็ทำไม่ได้
    2. ทำไงดีรหัสผ่านมากมาย เคยให้เว็บจำไว้ให้ แล้วตอนนี้จะใช้งานยังไงหล่ะ
    3. สภาพแวดล้อมไม่คุ้นชินเมื่อไปใช้เครื่องอื่น

    ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เมื่อใช้ Google Chrome และ ทำการ Sign In เอาไว้

    คำเตือน:

    1. ผู้ที่จะใช้วิธีการนี้ ควรทำระบบ 2-Step Verification ไว้ก่อน เพื่อป้องกันรหัสผ่านรั่วไหล และป้องกัน กรณีมี Keyboard Logger ฝังตัวเพื่อดักการพิมพ์รหัสผ่านจาก Keyboard ซึ่งแม้จะมีผู้ร้ายดักรหัสผ่านไปได้ ก็จะติดขั้นตอนการยืนยันตัวตนอีกชั้นของ 2-Step Verification
    2. กรณีผู้ใช้ Google Apps ขององค์กร (ทั้ง For Education และ For Business) ระบบจะทำการสร้าง Profile แยกให้ แต่ถ้าเป็น Google Account ของ Gmail นั้น จะต้องทำการ Create Profile เอง แล้วจึง Sign In เข้าไป มิฉะนั้นข้อมูลของเราจะไปปะปนกับของผู้ใช้ทั่วไป ซึ่งไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง
    3. วิธีการนี้ ผู้ใช้ต้อง “Remove This Person” ทุกครั้งเมื่อจบการใช้งาน (จะอธิบายต่อไป)

    วิธีการใช้งาน

    1. เปิด Google Chrome ขึ้นมาScreenshot from 2015-05-11 09:22:24
    2. ด้านขวามือบน ใกล้ๆ Tools Box คลิกรูป “คน” ดังภาพ แล้วคลิก Sign in to ChromeScreenshot from 2015-05-11 09:23:38
    3. ใส่ Google Account (Gmail Account)  หรือ Google Apps Account (Google Apps For Education/Business) และรหัสผ่าน จากนั้นคลิก Sign In สำหรับท่านที่ทำ 2-Step Verification จะพบหน้าต่างให้ใส่ Code ก็ให้ดำเนินการตามปรกติไปScreenshot from 2015-05-11 09:25:20
    4. สำหรับบัญชี Google Apps ขององค์กร จะแสดงหน้าต่างให้เลือกว่า จะสร้าง Profile ใหม่หรือไม่ แนะนำให้คลิกปุ่ม Create a new profileScreenshot from 2015-05-11 09:27:20
    5. ต่อไป คลิกปุ่ม “Ok, got it”Screenshot from 2015-05-11 09:28:20
    6. ใช้เวลาไม่นาน ระบบจะ Sync ข้อมูล Apps, Autofill, Bookmark, Extensions, History, Password, Settings, Themes, Opentabs มาให้ (สามารถเลือกได้ว่าจะ Sync อะไรมาบ้างได้) และทำการเข้ารหัส รหัสผ่านไว้ด้วย (เลือกได้ว่าจะเข้ารหัสด้วย Google Credential หรือจะสร้าง Paraphrase แยกต่างหาก — ในที่นี้ เลือกเป็น Google Credential) คราวนี้ ก็จะสามารถใช้งานได้เหมือนนั่งอยู่ที่เครื่องตนเองอีกทั้งวิธีการนี้ จะสามารถใช้งานได้ทั้งบน Smartphone และ Tablet ได้ด้วย ทำให้เมื่อ Save Bookmark เอาไว้บนคอมพิวเตอร์ ก็สามารถไปเปิดดูได้บน Tablet ได้ทันทีScreenshot from 2015-05-11 09:32:15
    7. เมื่อเลิกใช้งาน ให้ทำตามข้อ 2. แล้วคลิก Switch User แทน จากนั้น ที่รูป Profile ด้านมุมขวา คลิก Remove this personScreenshot from 2015-05-11 09:37:38
    8. คลิก Remove this person อีกครั้งเพื่อยืนยันScreenshot from 2015-05-11 09:37:46
    9. เท่านี้ ข้อมูลก็จะปลอดภัยแล้ว 😉Screenshot from 2015-05-11 09:38:31
    10. หากต้องการปรับแต่งเรื่อง สิ่งที่ต้องการจะ Sync ให้เปิด chrome://settings/syncSetup แล้วเลือกสิ่งต่างๆได้ตามต้องการScreenshot from 2015-05-11 09:41:35
    11. สลับหลาย user ได้แบบไม่ต้องกลัวว่าระบบ Single Sign-On จะตีกัน 😉 เพราะแยก Profile ออกไปชัดเจน ไม่ต้องคอย Login – Logout ข้ามไปมาตลอดเวลา
      chrome-multiuser

    ชีวิตดี๊ดี 😉

    หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

  • Mozilla Thunderbird & Google Calendar

    1. ติดตั้ง extension 2 ตัวใน Thunderbird ได้แก่ Lightning และ Provider for Google Calendar ดังรูป

    Screenshot from 2015-01-12 13:55:01
    extension; lightning, Provider for Google Calender

    2. รีสตาร์ท Thunderbird จะพบปุ่ม Screenshot from 2015-01-12 13:47:30 อยู่ทางมุมบนขวา
    3. เข้า gmail.psu.ac.th ล็อคอินให้เรียบร้อย คลิก  Screenshot from 2015-01-12 14:25:17 แล้วเลือก Calendar
    4. ที่หน้า Calendar คลิก Screenshot from 2015-01-12 13:42:32 เลือก Setting

    5. คลิก Calenders ทีี่มุมซ้ายบน Screenshot from 2015-01-12 13:43:43

    6. เลือกปฏิทินที่ต้องการ

    Screenshot from 2015-01-12 13:44:58
    Available Calendar

    7. ตรวจสอบว่าใช่ปฏิทินที่ต้องการหรือไม่ดูที่ ช่อง Calender Owner ว่าเป็นอันเดียวกับ Username ที่ล็อคอินเข้า gmail

    Screenshot from 2015-01-12 13:45:26
    Calendar Owner

    8. เลื่อนดูด้านล่างในส่วนของ Private Address:

    Screenshot from 2015-01-12 13:45:49
    Private Address

    9. คลิกขวาที่ ICAL เลือก Copy Link Location

    Screenshot from 2015-01-12 13:47:1010. กลับมาที่ Thunderbird กดปุ่ม Screenshot from 2015-01-12 14:37:32 เพื่อเปิดปฏิทิน
    11. คลิกขวาที่ช่องว่างฝั่งซ้ายมือใต้คำว่า Calendar เลือก New Calendar

    Screenshot from 2015-01-12 13:48:07
    New Calendar

    12. ได้หน้าต่าง Create New Calendar เลือก Google Calendar กด Next

    Screenshot from 2015-01-12 13:56:5913. กด Ctrl-v เพื่อ paste URL ของปฏิทินที่ Copy มาในข้อก่อนหน้า

    Screenshot from 2015-01-12 13:57:2114. กด back 1 ครั้งแล้วกด Next ใหม่ (อันนี้น่าจะเป็นบักของ Ubuntu 14.10)

    Screenshot from 2015-01-12 13:57:3915. กด Next
    16. จะมีหน้าต่างเพื่อยืนยันตัวตนของ Google ปรากฎขึ้นมา

    Screenshot from 2015-01-12 14:00:1217.  กด Sign in จะได้อีกหน้าต่างดังรูป กดยอมรับ

    Screenshot from 2015-01-12 13:59:0518. จะมีหน้าให้เลือกปฏิทินที่ต้องการอีกครั้งกด Next

    Screenshot from 2015-01-12 13:59:30
    Lacate your calendar

    19. จะมีหน้าให้ ยืนยันตัวตน และหน้าเพื่อขอสิทธิ์การเข้าถึง อีกรอบกดให้ Sign in และยอมรับ

    20. กด Finish

    Screenshot from 2015-01-12 14:00:3721. ก็จะได้ปฏิทินเพิ่มมาตามต้องการ

    Screenshot from 2015-01-12 14:51:2822. ทั้งหมดนี้ทำบน Ubuntu 14.10 บน Windows ก็น่าจะทำเหมือนกัน
    23. สามารถเพิ่มลบเหตุการณ์ผ่าน Thunderbird ได้เลยไม่ต้องเข้าเว็บอีก …
    24. จากที่ทดสอบหนึ่ง Profile ของ Thunderbird สามารถมี Google Calendar ได้เพียง account เดียว
    25. ขอให้สนุกครับ

  • วิธีใช้ฟอนต์ TH SarabanPSK บน Google Drive

    ในที่สุด Google ประเทศไทยก็เอาฟอนต์ราชการขึ้นไปให้ใช้ได้สำเร็จ ต่อจากนี้ เราก็สามารถลดการพึ่งพิง Microsoft Office ซึ่งผูกขาดมายาวนานได้ “บ้าง” แล้ว เพราะที่ผ่านมา เอกสาร .doc และ .docx ไม่สามารถใช้งานกับ Office Suite ค่ายอื่นได้อย่างราบรื่นเพราะคนไทยเราไม่ใช้ฟอนต์เดียวกัน ยังไปใช้ Angsana, Cordia ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของ Microsoft ทำให้รูปแบบเอกสารที่จัดด้วย Microsoft Office จะเพี้ยนๆเมื่อไปเปิดกับค่ายอื่นๆ

    ตอนนี้ก็เหลือแต่ คนไทยเรานี่แหล่ะ ที่ต้องรณรงค์ใช้ฟอนต์แห่งชาติ เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเสรี

    สำหรับ Google Drive เองก็มี Office Suite ซึ่งทำงานได้บนเว็บโดยไม่ต้องติดตั้งอะไรในเครื่อง จากการทดลองใช้มายาวนาน พบว่า ถ้าเราเอาคำว่า “พอเพียง” ไว้ในใจได้แล้ว เครื่องมือชิ้นนี้ ดีเกินพอสำหรับงานสำนักงานทั่วไป และหากใครต้องการซื้อความสามารถเพิ่มก็สามารถซื้อแยกได้ ไม่ต้องถูกยัดเยียดสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องใช้ มาในราคาซอฟต์แวร์ที่แพงลิ่ว หรือ สามารถพัฒนาเพิ่มเติมเองได้ผ่าน Add-Ons ครับ

    สำหรับการใช้งานภาษาไทย และฟอนต์ไทย TH SarabanPSK ก็ทำได้ง่ายโดย

    1. สร้าง หรือ เปิดเอกสาร Google Docs
    2. ไปที่เมนู File > Language แล้วเลื่อนมาด้านล่างๆ จะพบคำว่า ไทย
    Google Docs File Menu
    3. จากนั้น ฟอนต์ TH SarabanPSK ก็จะมีให้ใช้งานทันทีครับ
    TH SarabanPSK
    4. การเก็บไฟล์ในรูปแบบ Google Docs ทาง Google จะไม่คิดพื้นที่จัดเก็บครับ แสดงว่าเราสร้างได้มากเท่าที่ต้องการ แต่ถ้าเอา .docx ไปใส่ ก็จะกินเนื้อที่ที่มีให้ครับ

    หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ