คลิก Type of works — django พยายามใส่ s ให้ด้วยอัตโนมัติคลิกที่ปุ่ม ADD TYPE OF WORK เพิ่มประเภทของงาน วนไปเสร็จแล้วได้ผลประมาณนี้ อยากจะ Edit Delete ได้หมด
เพิ่มบันทึกการปฏิบัติงาน
คลิกที่ Add ในส่วนของ Worklogs
มี Form สำหรับ Input ทันที
สวยงาม ไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม เลือก Type of works ได้ ช่องวันที่ เวลา ก็มี Widget ให้เรียบร้อยแก้ไขไป มี History ให้ด้วย
จากนั้น ก็เพิ่มคนเข้าทีม ด้วยเมนู Users ได้
ระบบ Security พร้อม
User01 ตั้งค่าให้เป็น Worklog > Can Add Worklog ก็จะทำได้แค่เข้ามาบันทึกปฏิบัติงานเท่านั้น
สรุป
จะเห็นได้ว่า ด้วยการสร้างโมเดลเล็กน้อย django ก็สามารถสร้างระบบ User Entry ง่าย ๆ ที่มาพร้อม Security Features มากมายได้แล้ว ยังมีรายละเอียดอีกเยอะ โดยเฉพาะในส่วนของ View/Template ที่จะสร้าง User Input และการออกรายงานต่าง ๆ รวมถึง การสร้าง API และ RESTful API หรือ จะผูกกับ OAuth2 ก็ยังได้
การตั้งค่าสำหรับทำเป็น Windows Authentication ในเครื่องคอมที่เป็น Windows 10 ผมได้ทำ screen capture มาเฉพาะที่ผมได้ใช้งาน ซึ่งก็คือ Local Machine, RADIUS plugin ดังนี้
หน้าแรกคือแท็บ General จะแสดงให้เห็นว่าโปรแกรมพร้อมทำงาน ให้ดูที่ข้อความที่แสดงเป็นสีเขียวใต้ข้อความ pGina Service status
pGina แท็บ General
และตัวเลือกที่ผมเลือกใช้คือ Use original username to unlock computer คือหากหลุดไปที่หน้า screen saver ก็ปลดได้ด้วย username ที่ login นั้น
แท็บถัดไปคือ แท็บ Plugin Selection อันแรกที่จะใช้คือ Local Machine คือ user ที่สร้างขึ้นภายใน Windows นั่นเอง สังเกตจะมีตัวเลือกที่ Authentication, Gateway และ Notification (เพิ่มมาใหม่) และที่ใช้อีกอันคือ RADIUS Plugin
pGina แท็บ Plugin
จากนั้นให้เลือก Local Machine แล้วให้คลิกปุ่ม Configure จะได้ค่าดีฟอลต์ ดังรูปข้างล่างนี้
Configure Local Machine
ผมจะใช้ค่าตัวเลือก Remove account and profile after logout เพื่อที่ไม่ต้องเก็บ user profile ที่เป็น user จาก user database ภายนอก เช่น จาก RADIUS server เป็นต้น และ หากต้องการให้ user นั้นมีสิทธิมากกว่า User ทั่วไป ก็ตั้ง Mandatory Group เช่น ตั้งเป็น Administrators หรือ ใส่ชื่อกลุ่ม Guests ไว้ เมื่อเวลาผู้ใช้ login ก็จะมีสิทธิแค่ Guest ติดตั้งโปรแกรมเพิ่มไม่ได้ เป็นต้น
เราจะไม่ใช้ option Remove account and profile after logout ก็ได้โดยให้เก็บ user account ไว้ ก็จะทำให้การเข้าใช้งาน login ในครั้งต่อไปเร็วขึ้น เพราะไม่ต้องเสียเวลาสร้าง user profile ใหม่ แต่ก็ต้องเตรียม disk ไว้ให้ใหญ่เพียงพอ หรือ ทำรอบ cloning ใหม่ให้เร็วขึ้น
FreeRADIUS Version 2.2.8 แก้ไขไฟล์ /etc/freeradius/proxy.conf FreeRADIUS Version 3.0.16 แก้ไขไฟล์ /etc/freeradius/3.0/proxy.conf อาจด้วยคำสั่ง vi หรือ nano ตามชอบ
เพื่อให้มีค่า realm NULL (ประมาณบรรทัดที่ 672) ที่กำหนดค่า Accounting Port เพียงอย่างเดียวส่งไปยังเครื่อง Firewall
FreeRADIUS Version 2.2.8 แก้ไขที่แฟ้ม /etc/freeradius/sites-available/default FreeRADIUS Version 3.0.16 แก้ไขที่แฟ้ม /etc/freeradius/3.0/sites-available/default
เมื่อต้องไปจัดอบรม และต้องใช้ Oracle VM VirtualBox สำหรับสร้าง Virtual Machine (VM) จำนวนหนึ่ง (มากกว่า 1 ตัว ฮ่า ๆ) เราจำเป็นจะต้องรู้ว่า สภาพแวดล้อมของห้องบริการคอมพิวเตอร์ที่เราไปขอใช้งานนั้น จัด IP ให้กับเครื่อง Windows แบบใด เช่น ในกรณีที่มีการปล่อย DHCP IP แบบเหลือเฟือ การเลือกชนิด network ของ VM แต่ละตัว ก็ง่าย เราก็เลือกตั้งค่าเป็น Bridges ซึ่งแบบนี้ VM แต่ละตัวก็จะได้ IP อยู่ในชุดเดียวกันกับ Windows แต่หากจัด IP แบบตายตัวให้กับ MAC Address ของ PC นั้นเลย และไม่ปล่อย DHCP IP เพิ่มให้ อย่างนี้ เราก็ต้องออกแบบว่าจะให้ VM (Guest) เหล่านั้นใช้ IP อะไร จะทำงานร่วมกันได้อย่างไร และจะให้ VM เหล่านั้น ติดต่อกับ Windows (Host) ด้วยหรือไม่
แบบแรก NAT Network
แบบนี้ VirtualBox จะสร้าง network จำลองขึ้นมาในโปรแกรมมันเองเท่านั้น ผลลัพธ์คือ VM (Guest) ทุกตัวจะทำงานร่วมกันได้ แต่จะติดต่อกับ Windows (Host) ไม่ได้ แบบนี้ VM (Guest) ทุกตัวจะได้รับ IP อยู่ในชุดที่ใช้สำหรับ NAT นั่นคือ 10.0.2.0/24 และ VM แต่ละตัวเมื่อได้ IP จะได้ค่า IP ของ DNS server ที่เครื่อง Windows ใช้งานมาให้ด้วย ทำให้ VM สามารถติดต่อไปใช้งาน Internet ได้
ตัวอย่างเช่น VM 2 ตัว ตั้งค่า network ชนิด NAT Network
VM ตัวที่ 1 จะได้ IP 10.0.2.6 และได้ค่า IP DNS Server ชุดที่ใช้ใน Windows (Host) ใช้งาน Internet ได้เลย
VM ตัวที่ 2 ได้ IP 10.0.2.15 และใช้คำสั่ง ping ไปยัง VM ตัวที่ 1 ได้
แต่ Windows (Host) จะใช้คำสั่ง ping VM ทั้ง 2 ตัว ไม่ได้
แบบนี้ VirtualBox จะสร้าง Virtual network adapter เพิ่มลงใน Windows OS ให้ด้วย ผลลัพธ์คือ VM (Guest) ทุกตัวจะทำงานร่วมกันได้ และติดต่อกับ Windows (Host) ได้ แต่แบบนี้ VM (Guest) ทุกตัวจะได้รับ IP ในชุด 192.168.56.0/24 (ค่า default ซึ่งเราจะเปลี่ยนได้) แต่ VM แต่ละตัวจะได้มาเพียง IP จะไม่ได้ค่า IP ของ DNS server ที่เครื่อง Windows ใช้งาน ส่งผลให้ VM ไม่สามารถติดต่อไปใช้งาน Internet ได้ แต่ก็แก้ปัญหานี้ได้โดยการเพิ่ม Network Adapter อันที่สอง และตั้งค่า network เป็นชนิด NAT แล้วไป config ให้มีการ start network interface อันที่สองนี้ใน VM (Guest)
ตัวอย่าง VM 2 ตัว ตั้งค่า network ชนิด Host-only Adapter
Windows (Host) ได้ IP เพิ่มขึ้นมาคือ 10.0.0.1 (ผมแก้ค่า default มาเป็นอันใหม่ เดิม 192.168.56.1)
VM 1 ได้ IP 10.0.0.101
VM 2 ได้ IP 10.0.0.102
Windows ใช้คำสั่ง ping ไปยัง VM 1 ได้
VM 1 ใช้คำสั่ง ping ไปยัง VM 2 ได้
VM 1 ไม่ได้ค่า IP DNS server ในไฟล์ /etc/resolv.conf ทำให้ติดต่อใช้งาน Internet ไม่ได้
ต้องปิด VM แล้ว เราต้องเพิ่ม Adapter อันที่ 2 ให้เป็น NAT
เปิด VM จากนั้นเข้าไปใน VM ในตัวอย่างคือ Ubuntu 16.04.4 server ให้เพิ่ม Add NAT interface แล้ว reboot
แบบนี้ VirtualBox ไม่ได้สร้าง network จำลอง และไม่ได้สร้าง Virtual network adapter เพิ่มลงใน Windows OS แต่ได้เตรียมชื่อไว้ให้ว่า Intnet (ค่า default) ผลลัพธ์คือ แบบนี้ VM (Guest) ทุกตัว จะต้องตั้งค่า IP เองก่อนจึงทำงานร่วมกันได้ และไม่สามารถติดต่อกับ Windows (Host) ได้ และ ไม่สามารถติดต่อไปใช้งาน Internet ได้ แต่ก็แก้ปัญหานี้ได้โดยการสร้าง VM (Guest) 1 ตัว ให้ทำหน้าที่เป็น Router นั่นคือ มี Network Adapter อันที่ 1 เป็นชนิด NAT และมี Network Adapter อันที่ 2 เป็นชนิด Internal Network (ชื่อ Intnet) เมื่อสร้าง Router นี้ขึ้นมา ก็จะทำให้ VM (Guest) ทุกตัวติดต่อกับ Internet ได้ แต่ตัว Router ต้องทำหน้าที่เป็นทั้ง DHCP Server และ DNS Server เพื่อแจก IP ให้กับ VM และ แจกค่า IP ของ DNS Server ให้ด้วยตามลำดับ การตั้งค่าแบบที่สามนี้ ดู ๆ ไปก็น่าจะยุ่งยากมากในการเตรียม แต่ก็มีความสามารถที่เพิ่มมาคือ เราสามารถจำลองระบบเครือข่ายได้ เช่น สามารถสร้างโดเมนเนมให้กับ VM ที่ทำหน้าที่เป็น Web Server ได้ด้วย เช่น เราอาจจะตั้งชื่อ zone ว่า example.com แล้วเราให้ VM Web Server นี้มีชื่อโดเมนเนมว่า wordpress1.example.com อย่างนี้ เราทำได้
ตัวอย่างเช่น VM 2 ตัวที่ตั้งค่า network แบบ Internal Network
ผมมี myrouter.ova ให้ download ไปใช้ โดยการ import เข้าก็ใช้ได้เลย หากจะเล่าว่าต้องติดตั้งอะไรบ้างคงจะยาวมาก ๆ เอาเป็นว่า ใน myrouter.ova นี้ ผมได้ติดตั้ง DHCP Server ใช้ค่า 10.0.100.0/24, DNS Server ใช้ชื่อโดเมนคือ example.com, Apache2 Web Server และผมมี LDAP Database ou=lulu,ou=example,ou=com ไว้ให้ทดสอบ ด้วยครับ
git clone https://github.com/nagarindkx/google.git
cd google
ติดตั้ง python, pip, google-api-python-client ตามที่เขียนไว้ใน การใช้งาน Google Drive API ด้วย Google Client Library for Python และสร้างโปรเจคใน Google Developer Console เปิดใช้งาน Google Sheets API, สร้าง Credentials > OAuth Client ID แล้ว download JSON มาไว้ในชื่อว่า client_secret.json
รูปแบบคำสั่งคือ
$ python append2gsheet.py --help
usage: append2gsheet.py [-h] [--auth_host_name AUTH_HOST_NAME]
[--noauth_local_webserver]
[--auth_host_port [AUTH_HOST_PORT [AUTH_HOST_PORT ...]]]
[--logging_level {DEBUG,INFO,WARNING,ERROR,CRITICAL}]
--data DATA --sheetid SHEETID [--range RANGE]
[--value-input-option VALUEINPUTOPTION]
optional arguments:
-h, --help show this help message and exit
--auth_host_name AUTH_HOST_NAME
Hostname when running a local web server.
--noauth_local_webserver
Do not run a local web server.
--auth_host_port [AUTH_HOST_PORT [AUTH_HOST_PORT ...]]
Port web server should listen on.
--logging_level {DEBUG,INFO,WARNING,ERROR,CRITICAL}
Set the logging level of detail.
--data DATA CSV format
--sheetid SHEETID Google Sheets ID
--range RANGE Simply Sheet Name like 'Sheet1!A1'
--value-input-option VALUEINPUTOPTION
Optional: [RAW,USER_ENTERED]