พึ่งเปิดตัวทั้งใน LINE สมาร์ทโฟน และ LINE ในเครื่อง PC สำหรับวิธีการแปลงข้อความรูปภาพ ให้กลายเป็นข้อความ Text ตัวอักษร โดยไม่ต้องเสียเวลามานั่งพิมพ์ใหม่ และวิธีการนี้ยังสามารถแปลเป็นภาษาอื่นๆ จากข้อความ Text ที่ได้จากการแปลงข้อความรูปภาพแล้วอีกด้วย


พึ่งเปิดตัวทั้งใน LINE สมาร์ทโฟน และ LINE ในเครื่อง PC สำหรับวิธีการแปลงข้อความรูปภาพ ให้กลายเป็นข้อความ Text ตัวอักษร โดยไม่ต้องเสียเวลามานั่งพิมพ์ใหม่ และวิธีการนี้ยังสามารถแปลเป็นภาษาอื่นๆ จากข้อความ Text ที่ได้จากการแปลงข้อความรูปภาพแล้วอีกด้วย
แนะนำวิธีติดตั้ง Windows Subsystem for Linux ใน Windows 10 รุ่น 1903 และวิธีเปิด sshd service อัตโนมัติ
ขั้นตอน
1.เปิด Featured Windows Subsystem for Linux ให้ไปที่ Control Panel เลือก Program เลือก Turn Windows features on or off ทำเครื่องหมายเพื่อเลือก Windows Subsystem for Linux รอสักครู่ จากนั้นจะมีคำสั่งให้ reboot เพื่อเริ่มใช้งานได้
2.เปิด Microsoft Store App ใส่คำว่า ubuntu ในช่อง search เลือก Ubuntu 18.04 LTS App คลิก Get ถาม Sign in with Microsoft ให้ตอบ No, thanks จากนั้นรอ
3.เปิด Ubuntu 18.04 LTS ที่ปุ่ม Windows Start ให้คีย์คำว่า ubuntu แล้วเลือก Run ad administrator จะใช้เวลาสักครู่ แล้วจะให้เราตั้ง username และ password ที่ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับ username ที่ sign in เข้า Windows
4.เปิดอนุญาตให้มีการเชื่อมต่อผ่าน sshd ในครั้งแรกที่คีย์คำสั่งว่า
sudo service ssh start
5.ให้ถอนโปรแกรม openssh-server เพราะว่า Ubuntu ที่ได้มาไม่มี host key
sudo apt remove openssh-server
6.แล้วจะติดตั้งใหม่จะได้ ssh host key
sudo apt install openssh-server
เปิด sshd service ด้วยคำสั่ง
sudo service ssh start
และทดสอบว่า บริการ sshd ทำงานได้แล้วด้วยคำสั่ง
ssh john@127.0.0.1
ให้เปลี่ยนคำว่า john เป็นชื่อ username ที่ใช้งาน
จะพบว่าครั้งแรกนี้ จะเข้าไม่ได้ Permission denied (publickey)
7.เราจะตั้งค่าให้ใช้ password ได้ด้วยนอกจากใช้ public key
sudo sed -i "s/^PasswordAuthentication no/PasswordAuthentication yes/" /etc/ssh/sshd_config
เปิด sshd service อีกครั้ง ด้วยคำสั่ง
sudo service ssh restart
และทดสอบอีกครั้งว่า บริการ sshd ทำงานได้แล้วด้วยคำสั่ง
ssh john@127.0.0.1
ให้เปลี่ยนคำว่า john เป็นชื่อ username ที่ใช้งาน
ในรอบนี้ เราจะใส่ password ได้แล้ว หลังจากสำเร็จ ก็ใช้คำสั่ง exit ออกมา
เมื่อมาถึงตรงนี้ เราได้ทำให้บริการ sshd พร้อมใช้งานใน Windows ของเราแล้ว
ต่อไปเป็นการตั้งค่าให้บริการ sshd ทำงานทันทีที่เปิด Windows
คีย์คำสั่งเหล่านี้
echo "sudo /usr/sbin/service ssh start" > /mnt/c/startssh.sh
และ
echo "%sudo ALL = NOPASSWD: /usr/sbin/service ssh start" | sudo tee /etc/sudoers.d/custom
(ตรงนี้อาจมีถาม password ของ username ที่กำลังใช้งานที่มีสิทธิใช้คำสั่ง sudo)
และคำสั่งนี้
sudo chmod 0440 /etc/sudoers.d/custom
เสร็จแล้วคีย์คำสั่ง exit เพื่อปิดหน้าต่าง
คำเตือน: หากคีย์ข้อความในคำสั่งตกหล่น จะต้องกลับไปติดตั้ง Ubuntu ใหม่โดยการ Uninstall แล้ว Install ใหม่
เราจะไปตั้งค่าให้ startssh.sh ทำงานด้วย Task Schedule
เปิด Task Scheduler เลือก Run as administrator เลือก Task Scheduler Library ดูด้านขวา เลือกคำสั่ง Create Task
แท็บแรกคือ General ตั้ง Name ว่า startssh เลือก Run whether user is logged on or not เลือก Run with highest privileges ที่ช่อง Configure for เลือก Windows 10
แท็บสองคือ triggers เลือก New ที่ช่อง Begin the task เลือก At startup ที่ช่อง Advanced Settings ด้านล่าง เลือก Enabled
แท็บสามคือ Actions เลือก New ที่ช่อง Action เลือก Start a program ที่ช่อง Program/script ใส่คำว่า bash และที่ช่อง Add arguments ใส่ข้อความ /mnt/c/startssh.sh
จะมี pop up window ถาม username กับ password ที่จะรัน Task นี้ ก็ใส่ให้ถูก แล้วปิดหน้าต่าง Task Schedule
เมื่อมาถึงตรงนี้ เราก็ได้ตั้งค่าให้ Start sshd เมื่อ Windows Start เสร็จแล้ว
ทดสอบโดยการ reboot Windows เพื่อดูว่า Task Schedule ทำ task ขื่อ startssh ให้อัตโนมัติสำเร็จหรือไม่ โดยการทดสอบ ssh เข้าจาก PC อีกเครื่อง สมมติว่า เครื่อง Windows มี IP 192.168.6.221
ssh john@192.168.6.221
หลังจากตอบ Yes แล้วใส่ password ผ่าน ก็ให้พิมพ์คำสั่ง exit เป็นอันเสร็จสิ้นการทดสอบ
หากได้ข้อความประมาณว่า ssh: connect to host 192.168.6.221 port 22: Resource temporarily unavailable ก็ต้องกลับไปตรวจสอบว่า ทำไมจึงเปิดบริการ sshd ไม่สำเร็จ ลองเช็ค Windows Firewall
ต่อไปเป็นการนำ ssh key (id_rsa.pub) จากเครื่อง server ไปฝากไว้ที่ Windows Subsystem for Linux เพื่อเป็น publickey ใช้แทนการใส่ password เมื่อเราจะส่งคำสั่งเข้าไปจัดการ Windows ผ่านทาง Windows Subsystem for Linux เช่น reboot Windows เป็นต้น
ตรวจสอบที่ server จะต้องมีไฟล์ id_rsa.pub ใน ~/.ssh/ ถ้ายังไม่ได้สร้าง key ก็ให้ใช้คำสั่งนี้
ssh-keygen -t rsa
ส่ง ssh key ด้วยคำสั่งนี้
ssh-copy-id -i ~/.ssh/id_rsa.pub john@192.168.6.221
ให้แทนที่ john ด้วย username ที่ใช้ และเปลี่ยน IP เป็นที่ใช้
ถ้าทำสำเร็จ ทดสอบด้วยคำสั่ง ssh john@192.168.6.221 จะเข้าได้โดยไม่มีถาม password
ให้ออกจาก ssh นั้นด้วยคำสั่ง exit
ขั้นสุดท้ายทดสอบสั่ง reboot Windows ด้วยคำสั่ง เขียนติดกันเป็นบรรทัดเดียว
ssh -o UserKnownHostsFile=/dev/null -o StrictHostKeyChecking=no john@192.168.6.221 "/mnt/c/Windows/system32/shutdown.exe -r -f -t 0"
วิธีที่ได้นำเสนอนี้ จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งในการควบคุม Windows PC ในห้องบริการคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราจะประยุกต์ให้เป็นการติดตั้งผ่าน shell script ไม่ต้องคีย์ทีละคำสั่ง
ในบางครั้งการเขียน app เพื่อ access location ปัจจุบันของผู้ใช้ หรือต้องการสั่งให้โทรศัพท์สั่นตาม activity ที่ตั้งไว้ หรือแม้แต่จะ access ข้อมูล device information ของอุปกรณ์ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเหล่า developer ที่เขียน mobile app ยิ่งมีหลาย platform ไม่ว่าจะเป็น android , iOS, Windows ก็มีวิธีการเขียน code การขอ Access permission คนละรูปแบบไปอีก ซึ่งบทความนี้ผู้เขียนจะมาแนะนำให้รู้จักกับ Xamarin Essentials ที่จะมาเป็นตัวช่วยให้ผู้พัฒนาเขียน code แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
คือ official library ที่ทาง Microsoft ได้พัฒนาและรวบรวม library ที่เป็น cross-platform APIs สำหรับให้นักพัฒนา mobile app ที่พัฒนาด้วย Xamarin.Forms ได้ใช้งานในการเข้าถึง native features ของแต่ละ platforms ด้วยการเขียน code จากที่เดียว
ปัจจุบันมีทั้งหมด 33 feature ให้เรียกใช้งาน อ้างอิงจาก Microsoft Doc ซึ่งมีดังนี้
เปิด Xamarin.Forms project ขึ้นมา และไปที่เมนู Tools -> Nuget Package Manager -> Manage Nuget Package for Solution และในช่อง Search ให้ค้นหา Xamarin.Essentials ดังรูป
ที่ฝั่งขวา ให้เราเลือก install ลงทุก project ทั้งในส่วน shared project ตรงกลาง และ specific platform project (android และ ios) แล้วกดปุ่ม Install ดังรูป
ถึงตอนนี้ Xamarin.Essentials ถูกเพิ่มเข้าไปใน Reference package ของแต่ละ project เรียบร้อย แต่เรายังต้อง Config ค่าเพิ่มเติมนิดหน่อยเฉพาะ android project เท่านั้น (ios project ไม่ต้องทำอะไรก็ใช้งานได้เลย) เพื่อให้ Xamarin.Essential สามารถทำงานได้ โดยทำการเพิ่มเติม code ที่ MainActivity.cs เพื่อ initial Xamarin.Essentials ใน OnCreate() และทำการ override OnrequestPermissionResult() ดัง code ข้างล่าง เป็นอันเสร็จเรียบร้อยพร้อมให้ให้เขียน code เรียกใช้งาน feature ต่างๆ ได้เลยค่ะ
protected override void OnCreate(Bundle bundle) { ... global::Xamarin.Forms.Forms.Init(this, bundle); Xamarin.Essentials.Platform.Init(this, bundle); ... } public override void OnRequestPermissionsResult(int requestCode, string[] permissions, [GeneratedEnum] Android.Content.PM.Permission[] grantResults) { Xamarin.Essentials.Platform.OnRequestPermissionsResult(requestCode, permissions, grantResults); base.OnRequestPermissionsResult(requestCode, permissions, grantResults); }
ให้ทำการ using Xamarin.Essentials ที่ class ที่เราจะเรียกใช้งาน หลังจากนั้นสามารถเขียน code ใช้งาน method ต่างๆได้เลยค่ะ ขอยกตัวอย่างบาง feature ดังต่อไปนี้นะคะ
หากเราต้องการส่ง SMS จาก Xamarin.Forms app ของเรา ก็เขียน code ดังตัวอย่างข้างล่างนี้
public class SmsTest { public async Task SendSms(string messageText, string recipient) { try { var message = new SmsMessage(messageText, new []{ recipient }); await Sms.ComposeAsync(message); } catch (FeatureNotSupportedException ex) { // Sms is not supported on this device. } catch (Exception ex) { // Other error has occurred. } } }
อยากรู้ตำแหน่ง Location ล่าสุดของ device ก็เขียน code ดังนี้
try { var location = await Geolocation.GetLastKnownLocationAsync(); if (location != null) { Console.WriteLine($"Latitude: {location.Latitude}, Longitude: {location.Longitude}, Altitude: {location.Altitude}"); } } catch (FeatureNotSupportedException fnsEx) { // Handle not supported on device exception }
ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเพียงเท่านี้ ส่วนการเรียกใช้งาน feature อื่น สามารถอ่านได้จาก doc ของทาง Microsoft Xamarin.Essentials ได้เลยค่ะ ไม่ยากเลยใช่มั้ยคะ เขียน code เพียงไม่กี่บรรทัด เราก็สามารถเข้าถึง native feature ของแต่ละ platform ได้แล้วว ^^
MVVM หรือ Model View ViewModel เป็น design pattern หรือรูปแบบในการวาง architecture ในการเขียน code นั่นเอง โดย
Model คือ ส่วนที่เก็บข้อมูลของ Application เรา ตัวอย่างเช่น Entity Class หรือไฟล์ POCO Class ของ object ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลจะอยู่ที่ส่วนนี้
View คือ ส่วนที่ติดต่อกับ user ซึ่งเป็นส่วนไว้แสดงหน้า app ของเรานั่นเอง ซึ่งView จะไม่รู้อะไรเลยนอกจากการแสดงผล ส่วน Logic อื่นๆจะอยู่ใน ViewModel
ViewModel คือ ส่วนที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลทั้งหมดที่ View ต้องการ โดย View จะติดต่อ ViewModel ผ่าน Data-binding ซึ่งหาก View มีการเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลต่อ ViewModel ในทางกลับกันหาก ViewModel มีการเปลี่ยนแปลงก็จะส่งผลถึง View ด้วยเช่นกัน
MVVM ทำให้เราสามารถ separate หรือแยกส่วนการทำงานของ code ออกจากกันได้ชัดเจนตามหน้าที่ของมัน ซึ่งทำให้ง่ายต่อการจัดการ รองรับต่อการเปลี่ยนแปลง เหมาะสำหรับการพัฒนา Application ที่มีการเปลี่ยนแปลง UI บ่อยครั้ง เนื่องจากทุกการเปลี่ยนแปลงในส่วน view จะไม่กระทบต่อ ViewModel ที่เป็น business logic และยังมี Binder ซึ่งเป็นตัวช่วยจัดการการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลใน View หรือใน ViewModel ทำให้ไม่จำเป็นต้องเขียน Code ในการควบคุม View เพื่อให้เปลี่ยนแปลงตาม
เกริ่นไปเยอะแล้ว เรามาลองสร้าง app เพื่อ binding ข้อมูลในรูปแบบ MVVM ดูกันเลยค่ะ
Step 1 : สร้าง Xamarin.Forms project ขึ้นมาก่อน (วิธีสร้างและเลือก template สามารถอ่านได้จากบทความที่แล้ว => สร้าง Hello World app ง่ายๆด้วย Xamarin.Forms) ซึ่งจะได้ project structure ดังรูป
ทีนี้เราจะไม่ไปยุ่งในส่วน specific platform project (Android และ iOS) เราจะมาสร้าง MVVM ที่ share project กัน
Step 2 : สร้างโฟลเดอร์ Model, View และ View Model ขึ้นมา ดังรูป
Step 3: สร้าง class ชื่อ Employee.cs ลงในโฟลเดอร์ Model โดย code ข้างในมีดังนี้
using System; using System.Collections.Generic; using System.Text; namespace MVVMBinding.Models { public class Employee { public string FirstName { get; set; } public string LastName { get; set; } public string FullName { get { return string.Format("{0} {1}", FirstName, LastName); } } } }
Step 4 : สร้าง ViewModel ชื่อ EmployeeVM ลงใน โฟลเดอร์ ViewModels โดยใน class นี้จะมีการ inherit และ implement interface ที่ชื่อ INotifyPropertyChanged ซึ่งเป็น interface ที่ช่วยให้ Binder property ทำงาน โดย code มีดังนี้
using MVVMBinding.Models; using System; using System.Collections.Generic; using System.Collections.ObjectModel; using System.ComponentModel; using System.Runtime.CompilerServices; using System.Text; namespace MVVMBinding.ViewModels { public class EmployeeVM : INotifyPropertyChanged { private ObservableCollection<Employee> _employees; public ObservableCollection<Employee> Employees { get { return this._employees; } set { this._employees = value; OnPropertyChanged(); } } public event PropertyChangedEventHandler PropertyChanged; protected virtual void OnPropertyChanged( [CallerMemberName] string propertyName = null) { PropertyChanged?.Invoke(this, new PropertyChangedEventArgs(propertyName)); } public EmployeeVM() { Employees = new ObservableCollection<Employee>(); } public void AddNewEmployee(string fisrtName,string lastName) { Employee emp = new Employee() { FirstName = fisrtName, LastName = lastName }; Employees.Add(emp); } } }
Step 5 : สร้าง page ชื่อ EmployeePage ลงใน folder View โดยในส่วนของ EmployeePage .xaml ส่วนของ ListView จะมีการ Binding ข้อมูล กับ Employees ซึ่งเป็น property หนึ่งของ EmployeeVM สำหรับแสดงผลข้อมูล
<?xml version="1.0" encoding="utf-8" ?> <ContentPage xmlns="http://xamarin.com/schemas/2014/forms" xmlns:x="http://schemas.microsoft.com/winfx/2009/xaml" x:Class="MVVMBinding.Views.EmployeePage"> <ContentPage.Content> <StackLayout> <Label Text="My Employee" VerticalOptions="CenterAndExpand" HorizontalOptions="CenterAndExpand" /> <StackLayout> <Label Text="ชื่อ"/> <Entry Placeholder="กรอกชื่อ" x:Name="fnameEntry"/> <Label Text="นามสกุล"/> <Entry Placeholder="กรอกนามสกุล" x:Name="lnameEntry"/> <Button x:Name="addBtn" Text="Add" Clicked="AddBtn_Clicked" /> <ListView ItemsSource="{Binding Employees}" BackgroundColor="Beige"> <ListView.ItemTemplate> <DataTemplate> <ViewCell> <Label Text="{Binding FullName}"/> </ViewCell> </DataTemplate> </ListView.ItemTemplate> </ListView> </StackLayout> </StackLayout> </ContentPage.Content> </ContentPage>
และในส่วนของ code behind=> EmployeePage.xaml.cs ก็ให้เซตค่า BindingContext ไปยัง EmployeeVM ดัง code ต่อไปนี้
using MVVMBinding.ViewModels; using System; using System.Collections.Generic; using System.Linq; using System.Text; using System.Threading.Tasks; using Xamarin.Forms; using Xamarin.Forms.Xaml; namespace MVVMBinding.Views { [XamlCompilation(XamlCompilationOptions.Compile)] public partial class EmployeePage : ContentPage { private EmployeeVM vm; public EmployeePage () { InitializeComponent (); vm = new EmployeeVM(); this.BindingContext = vm; } private void AddBtn_Clicked(object sender, EventArgs e) { vm.AddNewEmployee(fnameEntry.Text, lnameEntry.Text); ClearEntry(); } private void ClearEntry() { fnameEntry.Text = ""; lnameEntry.Text = ""; } } }
Step 6 : เปิดไฟล์ App.xaml.cs ขึ้นมา และเซตค่า MainPage ให้เรียกไปยัง EmployeePage ดัง code ต่อไปนี้
using MVVMBinding.Views; using System; using Xamarin.Forms; using Xamarin.Forms.Xaml; [assembly: XamlCompilation(XamlCompilationOptions.Compile)] namespace MVVMBinding { public partial class App : Application { public App() { InitializeComponent(); MainPage = new EmployeePage(); } protected override void OnStart() { // Handle when your app starts } protected override void OnSleep() { // Handle when your app sleeps } protected override void OnResume() { // Handle when your app resumes } } }
Step สุดท้าย : เสียบสาย Usb เชื่อมต่อระหว่างมือถือกับคอมของเรา build project แล้วก็กดรันโลดดด.. ผลลัพธ์ก็จะออกมาเช่นนี้
เป็นอันเสร็จสิ้นการสร้าง app Binding ข้อมูลแบบ MVVM pattern ด้วย Xamarin.Forms แล้วนะคะ ซึ่งผู้อ่านสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางและประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมกับ app นั้นๆต่อไปค่า ^^
บทความถัดไป => Xamarin Essentials : Easy access Native Feature Platform
App passwords คือ password ที่จำเป็นต้องใช้บนแอพพลิเคชั่นใดๆ ก็ตามที่ไม่สามารถผ่าน Multi-factor authentication ได้ เช่น Outlook, Lync เป็นต้น
ปัจจุบันนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สามารถใช้งาน Office365 ได้แล้ว โดยมีเงื่อนไขดังนี้
Windows 10, Version 1903, May 2019 Update เป็นรุ่นปรับปรุงที่ออกเมื่อ พฤษภาคม 2562 การติดตั้งเปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อยดังนี้
จะพูดถึงการติดตั้งใหม่เท่านั้น ใครจะอัพเดตผ่าน Windows update ก็สามารถอัพเดตได้เลย
อะ แฮ่ม และแล้วก็เดินมาถึง Blog สุดท้ายในรอบ TOR ของปีนี้จนได้ แต่กว่าจะได้ฤกษ์เขียนได้ก็ปาเข้าไปกลางปีกันเลยทีเดียว (55+)
มาๆๆ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ต้องบอกว่าหลายครั้งที่เราได้เข้าเว็บไซต์นู้นนั่นนี่ แล้วเห็น font สวยๆ แต่ไม่รู้ว่านั่นน่ะมันคือ font อะไร ชนิดไหน … วันนี้ทางผู้เขียนขอนำเสนอ Chrome Extension (อีกแล้วเหรอ !) ที่เรียบง่ายแต่ใช้งานได้จริง นั่นคือ * WhatFont *
WhatFont คืออะไร ???
WhatFont เป็นหนึ่งในส่วนขยายของ Google Chrome ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการดูได้ว่า Font ที่ใช้หรือแสดงอยู่ในหน้าเว็บไซต์ต่างๆ นั้น คือ Font ชนิดอะไร ขนาดเท่าไหร่ และมีค่าสี เป็นอะไร อ๊ะๆ ยังไม่หมดนะ มันสามารถระบุได้แม้กระทั่งความหนา ความบาง ของ Font นั้นๆ กันเลยทีเดียว เพียงแค่เรานำเมาส์ไปวางบนตัวอักษรที่เราต้องการจะดูรายละเอียดเท่านั้นเอง
วิธีการติดตั้ง
เป็นยังไงกันบ้างเอ่ย ข้อมูลอันนี้นี่พอจะช่วยผู้อ่านได้บ้างมั้ย ??
ยังไงก็แล้วแต่ทางผู้เขียนอยากแนะนำให้ทุกคนไปลองใช้กันดูนะ ง่ายดี ฟรีด้วย แทนที่เรา จะมานั่งคาดเดา หรือมโน กันเองว่า เอ๊ ! ตัวนี้นี่มันเป็น font อะไรแล้วน๊าา แบบนั้นมันล้าสมัยไปแล้ว เสียเวลาเปล่าๆ ติดตั้งตัวนี้กันเลย ง่าย ครบ จบในตัวเดียว 55+
อย่าลืมลองเล่นกันดูนะ ไว้ปีหน้าฟ้าใหม่ เราจะมาเจอกันอีกใน Blog ถัดๆ ไปเน้ออออ
ขอบคุณแหล่งอ้างอิง http://photoloose.com/what-font-chrome-extension/