Category: Google Apps

  • การรับชมภาพสถานที่และเส้นทางในมอ. ผ่าน Google Street View

    n7448_n160616_02x
    ภาพจากข่าวฯ เว็บมอ.

    จากข่าวล่าสุดของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ “เริ่มบางส่วนแล้ว….มอง ม.อ.ผ่าน Google Street View” ผ่านทางเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย http://www.psu.ac.th/th/node/7448 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2559 ด้วยความร่วมมือกับมอ.และ Google ในการนำเทคโนโลยีการถ่ายภาพแบบ 360 องศา เสมือนเรายืนอยู่ ณ จุดนั้นๆ แล้วสามารถมองได้แบบรอบทิศทาง มาถ่ายภาพสถานที่และเส้นทางในมอ.ของเรา โดยได้เริ่มถ่ายทำในวิทยาเขตหาดใหญ่เป็นวิทยาเขตแรก และจะดำเนินการในวิทยาเขตอื่นๆ ต่อไป

    คราวนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า จะวิวหรือชมกันอย่างไร สำหรับใครที่ไม่ทราบวิธีการดูภาพผ่าน Google Street View นะคับ

    ขั้นตอนการรับชม

    1. เปิด Google Maps

    2. เลือกบริเวณพื้นที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ **หากไม่ทราบว่าอยู่ตรงไหน ก็ใช้ search หาสถานที่ได้คับ

    01

    3. คลิกตรงไอคอนตุ๊กตารูปคนสีเหลือง บริเวณมุมด้านขวาของหน้าจอ (ตามภาพ)

    02

    4. แผนที่จะแสดงสัญลักษณ์ภาพใน 3 รูปแบบ คือ Street View , ภาพ 360 องศา และดูภายใน

    03

    5. ในแผนที่จะแสดงสัญลักษณ์ไว้ เราสามารถคลิกที่จุดวงกลมสีฟ้า เพื่อดูสถานที่ในจุดนั้นๆ แล้ว drag mouse หมุนชมภาพ

    06

    6. หรือเลือกเข้าชมภาพได้โดยคลิกที่ภาพ gallery ที่แถบภาพด้านล่างของหน้าจอ **เมื่อคลิกที่รูป จะแสดงเส้นวิ่งไปยังจุดสถานที่นั้นๆ

    04

    7. ก่อนหน้านี้ทางศูนย์ GIS มอ. ได้ถ่ายภาพมุมสูงจาก Drone แล้วจัดทำเป็นภาพมุมสูง 360 องศาเผยแพร่ผ่าน Google Street View ไว้แล้ว

    07

     

    หวังว่า… หลายๆ ท่านจะสนุกและมีความสุขกับการเข้าชมภาพ 360 องศา ภายในบริเวณรั้วมอ.ของเรานะคับ ^^

    หากไม่ต้องการแค่รับชมอย่างเดียว ก็ลองสร้างเองดีไม๊คับ??? คลิกเลย >> การสร้างภาพ 360 องศาเข้า Google Street View ด้วย Android device

     

    ===============================================
    สถานวิจัยสารสนเทศภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    ศูนย์ภูมิภาคเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ภาคใต้
    คณะการจัดการสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
    เว็บไซต์ http://www.rsgis.psu.ac.th
    แฟนเพจ https://www.facebook.com/southgist.thailand

  • ทำอย่างไรให้สามารถกำหนดจุดพิกัดบนแผนที่ Google map แบบจุดเดียวและหลายจุดจากฐานข้อมูลได้ด้วย ASP.NET C# (ภาคต่อ)

                 จากบทความที่แล้ว ผู้เขียนได้เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องวิธีการกำหนดจุดพิกัดบนแผนที่กันไปบ้างแล้ว ในหัวข้อ “ทำอย่างไรให้สามารถกำหนดจุดพิกัดบนแผนที่ Google map แบบจุดเดียวและหลายจุดจากฐานข้อมูลได้ด้วย ASP.NET C#” สำหรับในบทความนี้ผู้เขียนจึงขอพูดถึงในส่วนของการดึงค่าละติจูด ลองจิจูดของสถานที่ ซึ่งนับว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญในการแสดงผลพิกัดบนแผนที่ ซึ่งเดิมทีแล้วนั้น ผู้ใช้อาจต้องค้นหาข้อมูลพิกัดดังกล่าวจาก Google map เองและนำพิกัดดังกล่าวมากรอกลงฐานข้อมูลหรือมาระบุเพื่อการแสดงพิกัดนั้นๆในการเขียนโปรแกรม คงเป็นการดี หากการแสดงผลพิกัดจากฐานข้อมูลนั้น จะมีตัวช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการดึงค่าละติจูด และลองจิจูดโดยการกรอกข้อมูลชื่อสถานที่ลงไปเพื่อใช้ในการค้นหา ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์และทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ง่ายขึ้นในการนำพิกัดเหล่านั้นไประบุบนแผนที่นั่นเอง

                 โดยการดึงค่าพิกัดละติจูด-ลองจิจูดของสถานที่ สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับการนำไปประยุกต์ใช้ ซึ่งในบทความนี้ผู้เขียนขอแนะนำ 2 วิธี ดังนี้

    • การเรียกใช้เซอร์วิสของ Google Geocoding API  โดยการส่งพารามิเตอร์เป็นที่อยู่ของสถานที่ดังกล่าว

    ฝั่ง C#

        private void getLatAndLong()
        {
            try
            {
             ////เป็นการกำหนด url ที่จะใช้ในการเรียกเซอร์วิสของ Google Geocoding API 
    โดยมีการส่งค่าพารามิเตอร์เป็นข้อมูลที่อยู่
                string url = "http://maps.google.com/maps/api/geocode/xml?address=" + txtLocation.Text + "&sensor=false";
                WebRequest request = WebRequest.Create(url);
                using (WebResponse response = (HttpWebResponse)request.GetResponse())
                {
            ////ผลลัพธ์จะอยู่ในรูปแบบของ XML หรือ JSON และจะถูกอ่านให้อยู่ในรูปแบบ Dataset 
    โดยใช้ StreamReader
                     using (StreamReader reader = new StreamReader(response.GetResponseStream(), Encoding.UTF8))
                    {
                        DataSet dsResult = new DataSet();
                        dsResult.ReadXml(reader);
           ////จัดทำโครงสร้างตาราง(datatable) ที่จะใช้ในการแสดงผลใน Gridview
                        DataTable dtCoordinates = new DataTable();
                        dtCoordinates.Columns.AddRange(new DataColumn[4] { new DataColumn("Id", typeof(int)),
                            new DataColumn("Address", typeof(string)),
                            new DataColumn("Latitude",typeof(string)),
                            new DataColumn("Longitude",typeof(string)) });
    
           ////ดึงค่าผลลัพธ์จากตารางต่างๆ เพื่อนำค่าที่จำเป็นมาแสดงผลตามต้องการ
                        foreach (DataRow row in dsResult.Tables["result"].Rows)
                        {
                            string geometry_id = dsResult.Tables["geometry"].Select("result_id = " + row["result_id"].ToString())[0]["geometry_id"].ToString();
                            DataRow location = dsResult.Tables["location"].Select("geometry_id = " + geometry_id)[0];
                             dtCoordinates.Rows.Add(row["result_id"],  row["formatted_address"], location["lat"], location["lng"]);
                        }
           ////แสดงผลข้อมูลของค่าที่ดึงมาได้ใน Gridview (ถ้ามี)
                        if (dtCoordinates.Rows.Count > 0)
                        {
                            gvLatLong.DataSource = dtCoordinates;
                            gvLatLong.DataBind();
                        }
                        else
                        {
                            gvLatLong.DataSource = null;
                            gvLatLong.DataBind();
                            ScriptManager.RegisterStartupScript(Page, Page.GetType(), "alert", "alert('Can not find Latitude and Longitude!'); ", true);
    
                        }
                    }
                }
            }
            catch (Exception ex) {
                ScriptManager.RegisterStartupScript(Page, Page.GetType(), "alert", "alert('Can not find Latitude and Longitude!'); ", true);
                gvLatLong.DataSource = null;
                gvLatLong.DataBind();
            }
        
        }
     protected void btnSearch_Click(object sender, EventArgs e)
     {
        getLatAndLong();
     }
    

                 จากโค้ดข้างต้น เป็นการค้นหาละติจูด-ลองจิจูดจากที่อยู่ของสถานที่นั้นๆ โดยใช้ Google Maps Geocoding API ซึ่งเซอร์วิสของ Google Geocoding API มีการส่งค่าโดยใช้ WebRequest โดยจะรับค่าที่อยู่ของสถานที่เป็นพารามิเตอร์และส่งกลับเป็นพิกัดและข้อมูลอื่นๆมาในรูปแบบของ XML หรือ JSON นั่นเอง และค่าที่ส่งกลับมาในรูปแบบ XML นั้นจะถูกอ่านให้อยู่ในรูปแบบ Dataset โดยใช้ StreamReader ซึ่งค่าที่ส่งกลับมานั้นจะมีด้วยกันหลายตาราง และมีการดึงค่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องที่จะนำมาใช้เพิ่มลงในตารางที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ และนำไปแสดงในกริดวิวนั่นเอง

    ฝั่ง .aspx (Client side)

    <!DOCTYPE html>
    
    <html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">
    <head runat="server">
     <title>GetLatitude-Longitude</title>
    <!-- การอ้างอิงเพื่อให้สามารถเรียกใช้งาน Autocomplete ได้-->
     <script src="https://maps.googleapis.com/maps/api/js?v=3.exp&sensor=false&libraries=places"></script>
    </head>
    <body>
     <form id="form1" runat="server">
     <div>
     <asp:TextBox ID="txtLocation" runat="server" Width="450px"></asp:TextBox><asp:Button ID="btnSearch" runat="server" Text="Search" OnClick="btnSearch_Click" />
     </div>
     <br />
     <div>
     <asp:GridView ID="gvLatLong" runat="server" CellPadding="4" ForeColor="#333333" GridLines="None">
     <AlternatingRowStyle BackColor="White" />
     <EditRowStyle BackColor="#2461BF" />
     <FooterStyle BackColor="#507CD1" Font-Bold="True" ForeColor="White" />
     <HeaderStyle BackColor="#507CD1" Font-Bold="True" ForeColor="White" />
     <PagerStyle BackColor="#2461BF" ForeColor="White" HorizontalAlign="Center" />
     <RowStyle BackColor="#EFF3FB" />
     <SelectedRowStyle BackColor="#D1DDF1" Font-Bold="True" ForeColor="#333333" />
     <SortedAscendingCellStyle BackColor="#F5F7FB" />
     <SortedAscendingHeaderStyle BackColor="#6D95E1" />
     <SortedDescendingCellStyle BackColor="#E9EBEF" />
     <SortedDescendingHeaderStyle BackColor="#4870BE" />
     </asp:GridView>
     </div>
     </form>
     <script type="text/javascript">
     google.maps.event.addDomListener(window, 'load', function () {
    ////การกำหนดคอนโทรล textbox ที่จะเพิ่มความสามารถ place auto-complete 
    เพื่อให้สามารถค้นหาสถานที่ตั้งได้ง่ายขึ้นเมื่อผู้ใช้พิมพ์ข้อมูลชื่อสถานที่ในกล่อง textbox
     var txtplaces = document.getElementById('<%= txtLocation.ClientID %>');
     var places = new google.maps.places.Autocomplete(document.getElementById('<%= txtLocation.ClientID %>'));
     });
     </script>
    </body>
    </html>
    

                 จากโค้ดข้างต้น นอกจากจะเป็นการเรียกใช้เซอร์วิสโดยการคลิกปุ่ม “btnSearch” และรับค่าข้อมูลที่อยู่จากกล่อง textbox แล้ว ยังมีการเพิ่มส่วนของการเพิ่มความสามารถในการค้นหาข้อมูล “ที่อยู่” โดยการกรอกข้อมูล “ชื่อสถานที่” โดยใช้ feature ที่มีของ Google Places API (หรืออาจเรียกว่า place Autocomplete ) เนื่องจากหากมีการเรียกใช้เซอร์วิสดังกล่าวโดยตรง ผู้ใช้จำเป็นที่จะต้องกรอกข้อมูล “ที่อยู่” เพื่อเป็นพารามิเตอร์ให้กับเซอร์วิสที่เรียกใช้ให้ส่งค่าผลลัพธ์กลับมา ซึ่งความน่าจะเป็นที่ผู้ใช้จะสามารถทราบข้อมูลชื่อสถานที่นั้นย่อมเป็นไปได้มากกว่าการทราบข้อมูลที่อยู่ของสถานที่นั้นๆ ผู้เขียนจึงนำมาประยุกต์ใช้งานเข้าด้วยกันกับการเรียกเซอร์วิสที่กล่าวไว้แล้วก่อนหน้านั่นเอง โดยจะแนะนำวิธีการใช้งานเพิ่มเติมในหัวข้อต่อจากนี้

     เพิ่มเติม :
      Place Autocomplete: เป็นfeature ที่มีของ Google Places API เปรียบเสมือนตัวช่วยคำค้นเมื่อมีการป้อนข้อมูลชื่อสถานที่ลงไป โดย feature ดังกล่าวจะแสดงข้อมูลสถานที่ที่ใกล้เคียงกับคำค้นขึ้นมาให้กับผู้ใช้ได้เลือกนั่นเอง

    โดยมีวิธีการเรียกใช้ place autocomplete  ดังนี้
    1. อ้างอิงการเพื่อเรียกใช้งาน Google Places API

    <script src="https://maps.googleapis.com/maps/api/js?v=3.exp&sensor=false&libraries=places"></script>

    2. กำหนดคอนโทรล textbox ที่ต้องการเพิ่มความสามารถ place autocomplete

     var input = document.getElementById('<%= txtSearch.ClientID %>');
     var div = document.getElementById('result');
     var autocomplete = new google.maps.places.Autocomplete(input);

    ตัวอย่างหน้าจอที่ได้เมื่อมีการพิมพ์คำค้น

    place_service1

    ผลลัพธ์

    place_service2

    เพิ่มเติม : Namespace ที่ต้องอ้างอิงเพิ่มเติมในการใช้งานโค้ดที่กล่าวไว้ข้างต้น มีดังนี้
                –  System.IO
                –  System.Net
                –  System.Data
                –  System.Text
    • แบบใช้ place Autocomplete ซึ่งเป็น feature ของ Google Places API ที่จะช่วยในการค้นหาที่อยู่จากชื่อสถานที่ได้และประยุกต์เพิ่มเติมเพื่อดึงค่ามาแสดงเมื่อมีการเลือกรายการสถานที่นั้นๆ
    <!DOCTYPE html>
    <html>
     <head>
    <!-- การอ้างอิงเพื่อให้สามารถเรียกใช้งาน Autocomplete ได้-->
     <script src="https://maps.googleapis.com/maps/api/js?v=3.exp&sensor=false&libraries=places"></script>
     <title>Place Autocomplete</title>
     <meta name="viewport" content="initial-scale=1.0, user-scalable=no">
     <meta charset="utf-8">
     </head>
     <body>
     <form runat="server">
     <asp:TextBox ID="txtSearch" runat="server" placeholder="Enter a location" Width="350px"></asp:TextBox> 
     <div id="result"></div>
     
     <script>
     function initialize() {
    ////การกำหนดคอนโทรล textbox ที่จะเพิ่มความสามารถ place auto-complete 
    เพื่อให้สามารถค้นหาสถานที่ตั้งได้ง่ายขึ้นเมื่อผู้ใช้พิมพ์ข้อมูลชื่อสถานที่ในกล่อง textbox
     var input = document.getElementById('<%= txtSearch.ClientID %>');
     var div = document.getElementById('result');
     var autocomplete = new google.maps.places.Autocomplete(input);
     google.maps.event.addListener(autocomplete, 'place_changed', function () {
    
    ////ดึงค่าที่ได้เมื่อมีการเลือกรายการจากสถานที่ที่อยู่ที่ขึ้นมา และนำไปใช้ในการแสดงผล
     var place = autocomplete.getPlace();
     if (!place.geometry) {
     return;
     }
     else {
    ////นำค่าที่ดึงได้มาแสดงผลในพื้นที่ที่ต้องการ (result)
     div.innerHTML = '<br><div><strong>' + place.name + '</strong><br>' +
     '<strong>Address :</strong> ' + place.formatted_address + '<br><strong>Latitude :</strong> ' + place.geometry.location.lat() + ' <strong>Longitude:</strong>' + place.geometry.location.lng() + '</div>';
     }
     });
     }
     ////สั่งรันฟังก์ชั่น initialize() ตอนมีการโหลดหน้าจอ
     google.maps.event.addDomListener(window, 'load', initialize); 
     </script>
     </form>
     </body>
    </html>
    

                 จากโค้ดข้างต้น เป็นการดึงค่าละติจูดและลองจิจูดโดยใช้ feature ที่มีของ Google Places API (place Autocomplete) เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ในการพิมพ์ชื่อสถานที่ลงใน textbox โดย feature นี้จะมีความสามารถในการดึงข้อมูลสถานที่และชื่อที่ใกล้เคียงขึ้นมาแสดงให้ผู้ใช้เลือก(ตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น) และได้มีการสร้าง event เพิ่มเติมเมื่อผู้ใช้เลือกรายการใดขึ้นมา ก็จะมีการเรียกใช้เมธอด getPlace() เพื่อดึงค่าข้อมูลต่างๆมาใช้งานต่อไปรวมถึงค่าละติจูดและลองจิจูดที่เราต้องการใช้ในการกำหนดพิกัดด้วย

    ตัวอย่างหน้าจอการค้นหาข้อมูลที่อยู่ เมื่อมีการพิมพ์คำค้น

    place_auto1

    ผลลัพธ์ที่ได้จากการค้นหา

    place_auto2

                 วิธีการที่ได้กล่าวไว้ในบทความนี้เป็นเพียงแนวทางให้กับผู้พัฒนาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามความต้องการเท่านั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้อาจมีความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับค่าของละติจูด และลองจิจูดเล็กน้อยในบางสถานที่ แต่ยังคงถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ เมื่อนำไปลงพิกัดจุดไม่คลาดเคลื่อนหรือแตกต่างกันมากนัก อีกทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ได้ระดับหนึ่งที่จะไม่ต้องไปค้นหาพิกัดจากแหล่งข้อมูลอื่นอีก และผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการพัฒนาโปรแกรมที่เกี่ยวกับการกำหนดพิกัดจุดบนแผนที่โดยมีการดึงมาจากฐานข้อมูล หรือการพัฒนาโปรแกรมอื่นๆ ที่จำเป็นต้องมีค่าข้อมูลละติจูดลองจิจูดร่วมด้วยไม่มากก็น้อย หากมีส่วนใดของเนื้อหาบทความที่มีความผิดพลาด ผู้เขียนขออภัยไว้ ณ ที่นี้ และหากท่านใดมีข้อมูลเพิ่มเติม หรือพบวิธีการอื่นๆที่สามารถดึงค่าละติจูด-ลองจิจูดนอกเหนือจากวิธีที่กล่าวมาข้างต้นสามารถชี้แนะและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันได้นะคะ ขอบคุณค่ะ ^^

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง :
    http://www.aspsnippets.com/Articles/Find-Co-ordinates-Latitude-and-Longitude-of-an-Address-Location-using-Google-Geocoding-API-in-ASPNet-using-C-and-VBNet.aspx
    https://developers.google.com/places/javascript/

  • Google Classroom Manager

    มีคำถามว่า เราจะสามารถทราบได้หรือไม่ว่ามี Google Classroom อะไรบ้างในโดเมนของเรา  อาจารย์แต่ละคนสร้างกี่ Class และแต่ละ Class นั้นมีจำนวนกี่คน

    ผมจึงได้ศึกษา Google Classroom API และพัฒนาต่อยอดด้วย Google Apps Script สำหรับใช้งานจาก Google Sheets ดังมีวิธีการติดตั้งและใช้ดังนี้

    Credit: 
    Classroom API : Google Apps Script Quickstart
    https://developers.google.com/classroom/quickstart/apps-script

    (่ใช้แบบนี้ไปพลางๆก่อน เดี๋ยวจะทำเป็น Google Sheets Add-On เร็วๆนี้)

    วิธีการใช้ติดตั้ง

    1. เปิดวิธีการติดตั้งและใช้งานที่
      http://sysadmin.psu.ac.th/?p=5978
    2. Login เป็น Super Admin ใน GAFE ของท่าน
    3. สร้าง Google Sheets ใหม่ขึ้นมา ตั้งชื่อตามต้องการ
    4. เปิดเมนู Tools > Script Editor
    5. นำ Source Code มาใส่ จาก
      https://github.com/nagarindkx/GAS/blob/master/gcrmanager.gs
    6. Save ไฟล์ ตั้งชื่อ Project
    7. คลิกเมนู Resources > Advanced Google Services
    8. เปิด (On) Google Classroom API
    9. คลิก Google Development Console แล้วค้นหา classroom
    10. คลิก Google Classroom API
    11. คลิก Enable แล้วปิด Tab นี้
    12. คลิก OK แล้วปิดไฟล์
    13. เปิดไฟล์นี้ ขึ้นมาอีกครั้ง

    วิธีการใช้งาน

    1. คลิกเมนู GCR Manager > List All Courses
      เพื่อแสดง รายการ Google Classroom ทั้งหมดที่มีในโดเมน
    2. หน้าต่าง Authorization Required คลิก Continue
    3. หน้าต่าง Request for Permission คลิก Allow
    4. เมื่อต้องการดูว่า อาจารย์แต่ละท่าน สอนวิชาอะไรบ้าง
      ให้เลือก email address ในคอลัมน์ course.ownerID (เลือกหลายคนได้)
      แล้ว คลิก GCR Manager > List by Selected Teacher
      จะสร้าง Sheet ใหม่ มีชื่อตาม email address ของอาจารย์แต่ละท่าน
    5. วิธีการดูว่า นักเรียนแต่ละคน เรียนวิชาอะไรบ้าง
      ให้สร้าง Sheet ใหม่ แล้วใส่ email address ของนักเรียนที่ต้องการดูข้อมูล
      แล้ว เลือกข้อมูลเหล่านั้น
      แล้ว คลิก GCR Manager > List by Selected Student
      จะสร้าง Sheet ใหม่ มีชื่อตาม email address ของนักเรียนแต่ละคน
  • การตั้งค่า Redirect PSU Email ไปยัง PSU GAFE

    เมื่อมีอีเมลฉบับใหม่เข้ามาที่ @psu.ac.th แล้วต้องการให้ส่งต่อไปยัง PSU GAFE ผู้ใช้จะต้องตั้งค่าดังต่อไปนี้

    คำเตือน: ควรตั้งกฏเพื่อกรองจดหมายที่ควรจะเป็นความลับของทางราชการไทย ไม่ให้ส่งออกไปภายนอกก่อนจะดำเนินการต่อไป ขั้นตอนต่อไปจากนี้เป็นความรับผิดชอบของเจ้าของบัญชีนั้นๆ หากเกิดความเสียหายใดๆต่อทางราชการ เจ้าของบัญชีจะต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

    ขั้นตอนการตั้งค่า Redirect Email
    1) Login เข้าใช้งาน https://webmail.psu.ac.th
    2) คลิก “Filters”
    3) คลิก “Add a new Rule”
    4) คลิก “Header” แล้วเลือก “All”
    5) คลิก “Redirect”
    6) ใส่ Email Address ของท่าน แต่ให้ลงท้ายด้วย @g.psu.ac.th แทน @psu.ac.th
    7) หากต้องการให้เก็บอีเมลไว้ที่ PSU Email ด้วย ให้คลิก
    Keep a local copy as well
    8) คลิก “Add New Rule”

  • เริ่มต้นใช้งาน PSU GAFE – Password Setting ที่ PSU Webmail

    PSU GAFE (Google Apps for Education) เป็นบริการเสริมจากบริการ PSU Email บุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
    ที่ประสงค์จะใช้งาน PSU GAFE จะต้องทำการ “ตั้งรหัสผ่าน” ของบริการ PSU Email ก่อน จึงจะใช้งานได้

    ขั้นตอนการตั้งรหัสผ่าน บริการ PSU Email
    1) เปิดเว็บไซต์ https://webmail.psu.ac.th
    2) คลิก “Password Setting”
    3) ยืนยันตัวตนด้วย PSU Passport และ ตั้งรหัสผ่านของบริการ PSU Email
    ช่องที่ 1. และ 2. เป็นข้อมูล PSU Passport
    ส่วนช่องที่ 3. และ 4. เป็นรหัสผ่าน PSU Email ที่ต้องการ
    ซึ่งต้องตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด (ด้านขวามือ ต้องเป็นสีเขียวทั้งหมด)
    แล้วคลิกปุ่ม “Change Password”
    4) เมื่อดำเนินการถูกต้อง จะปรากฏข้อความ Change Password Successfully ก็จะสามารถใช้งาน PSU GAFE ได้แล้ว

     

  • ใช้ google script ทำ mail merge เนื้อหาเมลที่มี pre-filled form URL

    จากตอนที่แล้ว “ใช้ google script ทำ mail merge เนื้อหาเมลที่มี link” เรารู้วิธีใส่ link ไปในเนื้อหาเมล ในตอนนี้เราจะมาเปลี่ยน static link เป็น dynamic link (คือ link ที่มีการอ้างชื่อ cell จึงเป็น link ที่เปลี่ยนแปลงไปตามค่าที่อยู่ใน cell) จุดประสงค์ก็เพื่อส่ง link ให้ผู้ที่รับอีเมลกรอกข้อมูลลง google form ที่มีข้อมูลให้บางส่วนแล้ว (pre-filled form) ซึ่งเป็นข้อมูลของผู้รับอีเมลแต่ละคนที่แตกต่างกัน เช่น ให้มีฟิลด์ ชื่อ และ หน่วยงาน ไว้แล้ว เป็นต้น เมื่อเปิดฟอร์มจึงไม่ต้องกรอกชื่อ และ หน่วยงาน แต่ยังสามารถแก้ไขได้หากต้องการ แล้วให้กรอกข้อมูลเพิ่มในส่วนอื่น ๆ

    สมมติ
    1. เรามี google sheet ชื่อ members มี 4 คอลัมน์ อยู่แล้ว ดังนี้ รายการที่, ชื่อ, หน่วยงาน, อีเมล

    mmwp01

    2. เราต้องการสร้าง google form เพื่อสอบถาม ตอบรับร่วมงาน และ ประเภทอาหาร

    วิธีทำ ดังนี้
    1. สร้าง google form ขึ้นมา 1 อัน ตั้งชื่อว่า member-meeting1

    mmwp02

    2. สร้าง form field ดังนี้ ชื่อ, หน่วยงาน, ตอบรับร่วมงาน, ประเภทอาหาร

    3. เลือกเมนู Responses > เลือก Get pre-filled URL

    mmwp03

    4. กรอกข้อมูลชื่อตัวแปรลงในช่องข้อมูล เช่น ชื่อ ให้ใส่ f1, หน่วยงาน ให้ใส่ f2

    mmwp04

    5. กรอกเสร็จให้คลิก submit จะได้หน้าต่างแสดงเป็น URL และมีข้อความบอกให้เราคัดลอก (ctrl+c)

    mmwp05

    6. URL ที่คัดลอกนี้จะไปใส่ใน google sheet ชื่อ member ในคอลัมน์ใหม่ รวมเป็น 5 คอลัมน์ ดังนี้
    รายการที่, ชื่อ, หน่วยงาน, อีเมล, URL

    7. ที่ cell URL นี้ ให้ใส่ฟังก์ชั่น =HYPERLINK(“URL”,”URL”) และนำ URL ที่คัดลอกมาวางตรงคำว่า URL

    mmwp06

    8. ให้แทนที่ข้อความ ตรงที่มีคำว่า f1 ด้วย “&B2&”, แทนที่ f2 ด้วย “&C2&”

    mmwp07

    9. จากนั้นก็นำความรู้ในเรื่อง “ใช้ google script ทำ mail merge เนื้อหาเมลที่มี link” มาใช้ในการส่งอีเมลได้แล้ว
    9.1 เตรียมเนื้อหาจดหมายไว้ใน sheet ชื่อ Template
    mmwp08

    9.2 เตรียม range ของข้อมูล คีย์เองนะ

    mmwp09

    9.3 คัดลอก google script จากตอนที่แล้วมาใช้

    mmwp10

    9.4 สั่งให้ google script ชื่อ MailMergeWithLinkv2 ทำการส่งอีเมล

    mmwp11

    9.5 ตรวจสอบดูอีเมลที่ได้รับ

    mmwp12

    9.6 เมื่อคลิก link จากในเมล จะไปเปิด google form ขึ้นมา พร้อมข้อมูล 2 ฟิลด์แรก คือ ชื่อ และ หน่วยงาน ที่ดึงข้อมูลที่มีอยู่มาไว้ให้เลย จะได้ไม่ต้องคีย์บ่อย ๆ

    mmwp13

    9.7 ตรวจสอบข้อมูลที่กรอกผ่าน google form โดยที่เมนู Responses ใน form ให้เลือก Choose response destination และเลือก สร้างไฟล์ google spreadsheet ใหม่

    mmwp14

    จากนั้น จะได้ไฟล์

    mmwp15

    เปิดดู เห็นข้อมูลที่กรอกผ่าน google form มาเก็บไว้แล้ว

    mmwp16

     

    ความรู้นำมาจากเรื่องนี้:
    Pre-populate form answers
    https://support.google.com/docs/answer/160000?hl=en

  • ใช้ google script ทำ mail merge เนื้อหาเมลที่มี link

    ผมใช้ Yet another mail merge ซึ่งเป็น add-on เพื่อส่งอีเมลเรื่องเดียวกันไปยังเพื่อนๆจำนวนหนึ่ง ก็ใช้งานได้ดีมา 5 ครั้งแล้ว แต่พอครั้งหลังนี้ ผมต้องการส่งอีเมลที่ในเนื้อหามี link ให้ผู้ที่รับอีเมลสามารถคลิกเพื่อเปิดอ่านได้ แต่ลองหลายวิธีที่จะส่งด้วยวิธีที่เคยใช้ add-on ตัวนี้ก็จะแสดงเป็นข้อความ ไม่แสดงเป็น link ในอีเมล (อันนี้ต้องบอกก่อนว่า คาดว่าผู้ใช้ส่วนใหญ่ใช้โปรแกรมอีเมลที่มีการแสดงผลมากกว่าข้อความธรรมดา)

    ค้นหาดูก็พบว่า ต้องเปลี่ยนวิธีทำมาเป็นวิธีเขียน google script เพื่อส่ง mail merge แทน

    วิธีทำ ดังนี้
    1. สร้าง google sheet ตั้งชื่อ myusers
    1.1 sheet แรก ตั้งชื่อ Data ที่มีคอลัมน์ ดังนี้
    รายการที่, ชื่อ, คณะ, อีเมล, link1, link2

    mmwl01

    1.2 sheet สอง ตั้งชื่อ Template ที่มี 1 คอลัมน์ เพื่อเขียน subject และ ข้อความจดหมายที่มี link

    mmwl02

    1.3 sheet สาม ตั้งชื่อ Range ที่มี 3 คอลัมน์ ดังนี้
    header, data, template

    mmwl03

    2. ใส่ข้อมูลตามตัวอย่างรูปภาพ

    3. ที่ google sheet ให้คลิกที่ Tool > Script editor > เลือก Blank Project > ตั้งชื่อว่า myusers project

    mmwl04

    mmwl05

    4. แปะ google script ตามซอร์สโค้ดด้านล่างบทความนี้ และคลิก Save
    หมายเหตุ ซอร์สโค้ดนี้จะวางตำแหน่งอีเมลไว้ที่คอลัมน์ที่ 4

    mmwl06

    5. ปิดแท็บ google script (myusers project)

    6. ปิดแท็บ google sheet (myusers) แล้วเปิดใหม่

    7. เมื่อเปิดใหม่จะเห็นว่ามีเมนู Email และมี submenu ชื่อ MailMergeWithLinkv2

    mmwl07

    8. คลิกเมนู Email > MailMergeWithLinkv2
    จะมีการขอสิทธิในการรัน script ดังรูป

    mmwl08   mmwl09

    9. ไปตรวจสอบว่าอีเมลถูกส่งไปและมีเนื้อหาที่มี link ตามต้องการ

    mmwl10

    10. หากต้องการส่งอีกครั้งให้กับอีเมลที่ได้ส่งแล้ว ให้ดูที่คอลัมน์ อีเมล จะเห็นว่ามี Note เนื่องจากว่า google script นี้ได้เขียน Note ไว้ใน cell ใช้เป็นการป้องกันการส่งอีเมลซ้ำ

    mmwl11

    ให้คลิกขวาและเลือก Clear Note

    mmwl12

    ซอร์สโค้ดที่ใช้:

    function onOpen() {
      var submenu = [{name:"MailMergeWithLinkv2", functionName:"MailMergeWithLinkv2"}];
      SpreadsheetApp.getActiveSpreadsheet().addMenu('Email', submenu);  
    }
    
    function MailMergeWithLinkv2() {
      var ss = SpreadsheetApp.getActiveSpreadsheet(),
      DataSheet = SpreadsheetApp.setActiveSheet(ss.getSheetByName("Data")),
      TemplateSheet = SpreadsheetApp.setActiveSheet(ss.getSheetByName("Template")),
      RangeSheet = SpreadsheetApp.setActiveSheet(ss.getSheetByName("Range")),
    
      header = RangeSheet.getRange(2, 1).getValue(),
      data = RangeSheet.getRange(2, 2).getValue(),
      template = RangeSheet.getRange(2, 3).getValue(),
    
      dataRows = DataSheet.getRange(data).getValues(),
      headerRow = DataSheet.getRange(header).getValues(),
      numColumns = DataSheet.getRange(header).getNumColumns(),
      templateRows= TemplateSheet.getRange(template).getValues();
    
      for (var i=0 ; i < dataRows.length ; i++) {
        var mailmessage = "";
        for (var k=0 ; k < templateRows.length ; k++) {
          if ( k == 0 ) {
            var subject = templateRows[0][0];
          } else {
            mailmessage += templateRows[k][0] + "<br>\n"; 
          }
        }
        for (var j=0 ; j < numColumns ; j++) { 
          mailmessage = mailmessage.replace('{' + headerRow[0][j] + '}', dataRows[i][j]); 
        }
        //Test output with logger. Uncomment the line below.
        //Logger.log(mailmessage);
        //
        //Send Email start here, starting row is 2.
        var sender = "Sawadee Krub";   //email sender name
        var emailaddress = DataSheet.getRange(2+i, 4).getValue(); //email in column 4
        var options = {}
        options.htmlBody = mailmessage;
        options.name = sender;
        //Not send email again if it was sent. Clear note then can send email again.
        if (DataSheet.getRange(2+i, 4).getNote()) {
        } else {
          MailApp.sendEmail(emailaddress, subject, '', options);
          DataSheet.getRange(2+i, 4).setNote("Email sent on " + new Date); 
        }
        //Email sent
      } 
    }

     

    ความรู้นำมาจากเรื่องนี้:
    1) Embedding a link in Mail Merge
    https://productforums.google.com/forum/#!topic/docs/WvW-lAr3pg8
    และ
    2) Google Apps Scripts Workshop – Level 1
    http://sysadmin.psu.ac.th/2015/05/06/gasws-1/

    ในตอนต่อไป จะนำเสนอวิธีสร้าง link ที่เป็น pre-filled form URL ของ google form

  • การแสดงผลจำนวน Quota การส่งอีเมลที่ยังเหลืออยู่ในรอบ 24 ชั่วโมง

    1. ปิด Google Sheets : GASWS1
    2. เมนู Tools > Script Editor…
    3. เมนู File > New > Script File
      ตั้งชื่อ: myscript6
    4. สร้าง function remainDailQuota() ตามนี้
      function remainDailQuota() {
       // https://developers.google.com/apps-script/guides/services/quotas
       var emailQuotaRemaining = MailApp.getRemainingDailyQuota();
       var emailaddress=Session.getActiveUser().getEmail();
       var subject="Email Quota Remaining";
       MailApp.sendEmail( emailaddress, 
       subject ,
       "คุณเหลือ Quota การส่งอีเมลอีก " + emailQuotaRemaining + " ฉบับ ในรอบ 24 ชั่วโมง"
       ); 
      }
    5. เมนู File > Save หรือ กดปุ่ม Ctrl+s
    6. เมนู Run > remainDailQuota