การติดตั้ง Remote Desktop Service สำหรับให้บริการ Windows Application Online

“อยากให้บริการ Application กลางสักอันเวลาอัพเดตแล้วจะได้ของใหม่พร้อมกันไม่ต้องคอยไล่ลงทีละเครื่อง”

Remote Desktop Service (Remote Apps) คือ Application ที่รันภายใต้ Remote Desktop แต่ไม่ต้อง Remote เข้าไป แต่เพียงแค่รัน Icon ที่โหลดมากจากหน้า Web ใส่ User Password เท่านั้น ซึ่งสะดวกกว่าการไล่ติดตั้งโปรแกรมทุกเครื่อง แถมอัพเดตทีเดียวได้ Version ใหม่เหมือนกันทุกคน

    * บทความนี้เป็นบทความปิด เพราะเราไม่ได้มีลิขสิทธิ์โดยตรงที่จะใช้งานได้ แต่เป็นการนำไปใช้งานเพื่อการศึกษาเท่านั้น ถ้าจะใช้งานจริงต้องซื้อ Remote Desktop Service License เองครับ (มหาลัยไม่เคยซื้อ Windows License นะครับ ที่ใช้กันอยู่ Microsoft แถมมากับ Windows Desktop และ Office ซึ่งให้มาจำนวนน้อยมาก โดยตั้งแต่ Windows Server 2016 จะไม่มีแล้วครับ) ถ้าจะใช้งาน(เพื่อการศึกษา)สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 2082 หรือ email : support@cc.psu.ac.th

 สิ่งที่ควรทราบก่อนติดตั้ง

  • ต้องทำการติดตั้ง Windows Server 2012 R2 ซึ่งจะไม่รวมอยู่ในบทความนี้ (อนาคตจะเพิ่มบทความติดตั้งให้ครับ)
  • ต้องทำการติดตั้ง Remote Desktop License เพื่อให้สามารถ Remote ได้ไม่จำกัดจำนวนก่อน
  • บริการนี้เครื่อง Server ต้อง Join Domain ก่อน
  • ใช้ PSU Passport ในการเข้าระบบ
  • การเข้าใช้งานเยอะ ๆ จะมีผลต่อ RAM ในเครื่อง Server ที่ใช้งาน (ยิ่งเยอะยิ่งกินแรม)
  • ในกรณีที่รันพร้อมกันหลาย ๆ คน ไม่สามารถแบ่ง CPU ให้เท่ากันได้ จะเป็นในลักษณะการแย่งกันรันตามจำนวน License ของ Application นั้น ๆ เหลือให้รัน (ยกตัวอย่างโปรแกรมซื้อมา License รันได้ 16 Core คนที่รันต่อจะถูกแจ้งเตือนว่า License หมดก็ต้องรอไป)

 ขั้นตอนการติดตั้ง

  • ทำการ Add Role ดังรูป

2016-11-08_155032

  • เลือกติดตั้ง Remote Desktop Services

2016-11-09_155828

  • เลือกติดตั้งแบบ Standard

2016-11-09_155928

  • เลือกสภาพแวดล้อมการใช้งานแบบ Session-based desktop

2016-11-09_160131

  • จะปรากฎหน้าจอแจ้งว่าจะลงอะไรให้บ้าง และอธิบายว่าแต่ละบริการที่ลงทำงานอะไรบ้าง สรุปสั้น ๆ คือมีตัวรับ Remote Connection, Web สำหรับโหลด Apps คล้าย ๆ Shortcut ไปรัน, และตัวควบคุมเรื่อง Session ในการเชื่อมต่อ

2016-11-09_160415

  • หน้าจอต่อไปใช้ในการระบุ Remote Desktop Connection Broker ในกรณีที่อยากแยกบริการแต่ละบริการข้างต้นคนละ Server แต่ในที่นี่จะติดตั้งลงที่เครื่องเดียวกันทั้งหมด (Standalone Server)

2016-11-09_160816

  • หน้าต่างต่อไปให้ติกเลือก Install the RD Web เครื่องเดียวกับ RD Connection Broker Server

2016-11-09_161019

  • ในส่วนของ Session Host Server ก็ติดตั้งลงบนเครื่องเดียวกัน

2016-11-09_161233

  • หน้าต่างสุดท้ายจะถูกบังคับให้ติก Restart เครื่องหลังอัตโนมัติถ้าต้องการ

2016-11-09_161447

  • จากนั้นรอจนกว่าจะติดตั้งเสร็จ

2016-11-10_032936

 

  • จากนั้นกลับมาดูที่หน้า Server Manger -> Remote Desktop Services -> Overview พบว่ายังต้องติดตั้ง RD Gateway และ RD Licensing เพิ่มเติม

2016-11-10_033414

  • ทำการติดตั้ง RD Licensing เพิ่มเติมดังรูป จากนั้นกด Next->Add

2016-11-10_034020

  • รอจนติดตั้งเสร็จ

2016-11-10_034334

  • จากนั้นติดตั้ง RD Gateway

2016-11-10_034606

  • จะปรากฎหน้าต่างให้ใส่ชื่อ Server โดยต้องตรงกับชื่อ URL (เปลี่ยนทีหลังได้)

2016-11-10_0347462016-11-10_034858

  • หลังจากติดตั้งเสร็จยังไม่ได้ตั้งค่า Certificate แต่ทำการตั้งค่าทีเดียวกับบริการอิ่นในข้อถัดไป

2016-11-10_035709

  • ทำการตั้งค่าได้ที่หัวข้อ Edit Deployment Properties

2016-11-10_040233

  • ข้ามในส่วนตั้งค่า RD Gateway ไปในส่วนของการตั้งค่า RD Licensing โดยตั้งค่าเชื่อมต่อกับ Server Remote Desktop License ที่มีอยู่แล้ว (ถ้าตั้งเองต้องใช้ License ที่ออกให้โดย Microsoft)

2016-11-10_040747

  • ในส่วนของ RD Web Access ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ Path /RdWeb ต้องไปตั้งค่า Redirect เอาเองถ้าไม่ต้องการพิมพ์มือจาก URL หลัก ยกตัวอย่าง Web Site เมื่อเข้าใช้งานดังรูป

2016-11-10_041233

  • กลับมาตั้งค่าในส่วน Certificate ใหม่โดยให้ใส่ Certificate ทั้งหมด ถ้าไม่มีให้สร้าง Self-Signed ขึ้นมาใช้เองดังรูป

2016-11-10_041732

  • แต่ละหัวข้อเลือกแล้วให้กด Apply ทุกครั้งทำไปเรื่อย ๆ จนหมด

2016-11-10_042015

  • จากนั้นทำการสร้าง Session Collection เพื่อกำหนดว่าจะให้ใครเข้าใช้งานได้บ้าง

2016-11-10_060848

  • ตั้งชื่อ Collection Name

2016-11-10_061013

  • เลือก Session Host

2016-11-10_061051

  • เลือก User Groups ที่ต้องการให้เข้าใช้ (xxx\Domain Users ความหมายคือผู้ใช้ทั้งหมดที่อยู่ภายใต้ Domain xxx)

2016-11-10_061152

  • ในส่วนของ User Profile ให้ติกออก

2016-11-10_061216

  • จากนั้นจะปรากฎหน้ายืนยันข้อมูลที่เลือกไปทั้งหมด จากนั้นทำการสร้าง

2016-11-10_061303

  • หลังจากนั้นทำการตั้งค่า Remote App ที่ต้องการให้บริการดังรูป

2016-11-10_061819

  • ทำการเลือก App ที่ต้องการ

2016-11-10_061947

  • จากนั้นทำการ Publish

2016-11-10_062003

  • กลับมายังหน้า Web (เปิดที่ Client ไม่ใช่ที่ Server) ในกรณีที่ใช้ Self Signed Cer ต้องทำการติดตั้ง Cer ก่อนซึ่ง Cer ดังกล่าวสามารถ Export จาก Server ให้ Client ไปลงเองดังรูป

2016-11-10_0631292016-11-10_063148

  • จากนั้นทำการ Login จะได้ Remote App ดังที่เห็นในรูป ให้คลิกไปที่ Icon เพื่อ Download ไฟล์สำหรับใช้งาน

2016-11-10_062216

  • จะปรากฎหน้าแจ้งเตือนดังรูป ให้เลือกไม่ต้องถามอีกจะได้ไม่ต้องกดหน้านี้ทุกครั้งที่ใช้งาน

2016-11-10_062435

  • ใส่ Username, Password จะได้โปรแกรมดังภาพ โดยไม่ต้องติดตั้งในเครื่อง Client และใช้ License ที่ Server รวมถึงเวลารันโปรแกรมก็จะรันที่ Server ไม่ได้รันที่ Client (ถ้า Server แรง ก็จะรันได้เร็วกว่า)2016-11-10_065049

การตั้งค่า Quota Disk สำหรับใช้งานพื้นที่ร่วมกัน

  • เลือก Drive ที่ต้องการทำการตั้งค่า Quota ดังรูป

2016-11-10_051047

  • ทำการตั้งค่า Quota ของ Disk ถ้าไม่เลือก Deny disk space to user exceeding quota limit ผู้ใช้จะไม่ถูกแจ้งเตือนในกรณีที่ใช้งานเกิน Limit

2016-11-10_053724

  • ทำการตั้งค่า Quota ของแต่ละ User โดยเลือกที่ Quota Entries

2016-11-10_051405

  • สามารถตั้งให้แต่ละคนได้ไม่เท่ากันได้ ดังรูป

2016-11-10_051611

  • หลังจากเปิดระบบ Quota เราจะสามารถดูได้ทั้งหมดว่าแต่ละ User ใช้พื้นที่ไปเท่าไหร่บ้าง

2016-11-10_052120

  • ในกรณีที่ใช้งานเต็มจะแจ้ง User ประมาณในรูป

2016-11-10_053610

จบแล้วครับ หวังว่าเป็นแนวทางใหม่ ๆ อีกแนวทางหนึ่งครับ (ตอนนี้อาจจะยังนึกไม่ออกว่าจะเอามาใช้อย่างไร แต่สำหรับคนที่ซื้อ License อะไรสักอย่างแล้วใช้งานได้แค่เครื่องเดียวจะเข้าใจดีครับว่ามีประโยชน์อย่างไร)

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *