Category: Windows (OS, power shell, etc)

  • วิธีการเขียน Script ตรวจสอบ Server Performance สำหรับเครื่อง Windows 2008 R2

    ขอนำเสนอ Powershell Script สำหรับใช้ Monitor Server Performance สำหรับเครื่อง Windows 2008 R2 ขึ้นไปดังนี้

    การติดตั้ง PowerShell Editor และ วิธีใช้งานบน Windows 2008

    1. ติดตั้งโดยไปที่

    Server Manager -> Features -> Add Features
    

    2. เลือกหัวข้อ

    Windows PowerShell Integrated Script Environment (ISE)
    

    3. ให้เลือกใช้งาน Version X86 ซึ่งเมื่อลงแล้ว Icon จะอยู่ที่

    Accessories -> Windows PowerShell -> Windows PowerShell ISE (x86)
    

    คำสั่งในการเปิด Execution Policy

    Set-ExecutionPolicyUnrestricted -Force
    

    การสร้าง Loop เพื่อให้สามารถรันได้ตลอดเวลา

    While($true){
        .....[Monitor Script].....
    }

    คำสั่งตรวจหา IP ของ Server

    Get-WmiObject Win32_NetworkAdapterConfiguration | Where-Object { $_.Description -eq "Intel(R) Dual Band Wireless-N 7260" } | ForEach-Object { $ipaddr = $_.IPAddress }
    $ip = $ipaddr[0]
    

    คำสั่งตรวจสอบ Max CPU Clock Speed

    Get-WmiObject-class win32_processor -Property  "maxclockspeed" | ForEach-Object {$clockspeed = $_.maxclockspeed }
    
    Get-WmiObject-class win32_computersystem -Property "NumberOfLogicalProcessors" | 
    
    ForEach-Object { $lprocessor = $_.NumberOfLogicalProcessors }
    
    $sumclockspeed = $clockspeed*$lprocessor
    

    คำสั่งตรวจสอบ Current CPU

    (Get-Counter "\Processor(_Total)\% Processor Time").CounterSamples | ForEach-Object {$cpuuse = $_.CookedValue}
    
        $cpuuse = [math]::round($cpuuse,0)
    
        $clockspeed = ($cpuuse*$sumclockspeed)/100
    
        $clockspeed = [math]::round($clockspeed,0)
    
        $pcpuuse = $clockspeed/$sumclockspeed
    
        $pcpuuse = [math]::round($pcpuuse,0)
    

    คำสั่งตรวจสอบ Maximum Memory

    
    $sumram = 0
    
    Get-WMIObject-class win32_physicalmemory -Property "Capacity"  | ForEach-Object { $sumram = $sumram + $_.Capacity}
    
    $sumram = $sumram/(1024*1024)
    

    คำสั่งตรวจสอบ Current Memory

    (Get-Counter "\Memory\Available MBytes").CounterSamples | ForEach-Object {$memfree = $_.CookedValue}
    
        $memuse = $sumram-$memfree;
    
        $pmemuse = ($memuse/$sumram)*100
    
        $pmemuse = [math]::round($pmemuse,0)
    

    คำสั่งตรวจสอบ Connection

     $netstat = "netstat -na"
    
     $netstatvalue = invoke-expression -command "$netstat" | where 
    
     {$_ -match "ESTABLISHED"}
    
     $port80 = [string]::join(":",($ip,"80"))
    
     $port443 = [string]::join(":",($ip,"443"))
    
    #Connection
    
    $conn = (invoke-expression -command "$netstat" | where {$_ -match "ESTABLISHED"} | Measure-Object -Line).Lines 
    
    #Unique IP
    
     if($netstatvalue){
    
         $uniqip = ($netstatvalue | where {$_ -match $port80 -or 
    
    $_ -match $port443 } | %{ $_.Split(' ',[StringSplitOptions]'RemoveEmptyEntries')[2] } | %{ $_.Split(':')[0] } | Sort-Object -Unique | Measure-Object -Line).Lines
    
     }else{
    
          $uniqip = 0
    
     }

    ตัวอย่างวิธีการ Display Stat บน Powershell Console

    cls
    
     Write-Host “              Token  : "$token
    
     Write-Host "              Server IP  : "$ip
    
     Write-Host "              TimeStamp  : "$timestamp    

    อาจจะยังไม่ได้อธิบายวิธีการทำ Service Process หรือในส่วนของการตั้ง Task Manager เพื่อทำระบบ Check อัตโนมัติ ไว้ว่าง ๆ เดี๋ยวค่อยมาเขียนต่อให้ครับ

  • Error 0x8007232b or 0x8007007B occurs when you try to activate Windows

    • ตรวจสอบว่าแจ้ง IP address แล้วหรือไม่ หากยังไม่ด้แจ้งมาสามารถแจ้งได้ที่ http://www.cc.psu.ac.th/complains
    • ตั้งค่า DNS Suffix แล้วหรือไม่ ให้ตั้งค่า DNS Suffix ว่า psu.ac.th หากมีหลายโดเมนก็ให้ psu.ac.th เป็นอันแรก
    • ตั้ง Time zone เป็น GMT+7 แล้วหรือไม่
    • รอให้มัน activate เองซึ่งปกติจะ activate เองอัตโนมัติทันทีเมื่อข้อ 1-3 ผ่านหมดแล้ว
    • กรณีที่รอหลายวันแล้ว (เกิน 7 วัน) มันก็ยังไม่ activate ให้ตรวจสอบตามข้อถัดไป
    • เปิด cmd ด้วยสิทธิ์ของผู้ใช้ในกลุ่ม administrators
    • ping kms1.psu.ac.th ต้องได้ผลลัพธ์ว่า

    Pinging kms1.psu.ac.th [192.168.102.167] with 32 bytes of data:
    Reply from 192.168.102.167: bytes=32 time=1ms TTL=127
    Reply from 192.168.102.167: bytes=32 time=3ms TTL=127
    Reply from 192.168.102.167: bytes=32 time=1ms TTL=127
    Reply from 192.168.102.167: bytes=32 time=1ms TTL=127

    Ping statistics for 192.168.102.167:
        Packets: Sent = 4, Received = 4, Lost = 0 (0% loss),
    Approximate round trip times in milli-seconds:
    Minimum = 1ms, Maximum = 3ms, Average = 1ms

    • nslookup -type=all _vlmcs._tcp ต้องได้ผลลัพธ์ว่า

    _vlmcs._tcp.psu.ac.th   SRV service location:
    priority       = 0
    weight         = 0
    port           = 1688
    svr hostname   = kms1.psu.ac.th

    _tcp.psu.ac.th  nameserver = dc5.psu.ac.th
    _tcp.psu.ac.th  nameserver = dc2.psu.ac.th
    _tcp.psu.ac.th  nameserver = dc3.psu.ac.th
    _tcp.psu.ac.th  nameserver = dc7.psu.ac.th
    _tcp.psu.ac.th  nameserver = dc6.psu.ac.th
    _tcp.psu.ac.th  nameserver = dc1.psu.ac.th
    _tcp.psu.ac.th  nameserver = dc4.psu.ac.th
    kms1.psu.ac.th  internet address = 192.168.102.167
    dc1.psu.ac.th   internet address = 192.168.100.59
    dc2.psu.ac.th   internet address = 192.168.101.37
    dc3.psu.ac.th   internet address = 192.168.128.23
    dc4.psu.ac.th   internet address = 192.168.192.28
    dc5.psu.ac.th   internet address = 192.168.240.31
    dc6.psu.ac.th   internet address = 192.168.224.11
    dc7.psu.ac.th   internet address = 192.168.100.97

    • สั่งคำสั่งต่อไปนี้

    cscript c:\windows\system32\slmgr.vbs -skms kms1.psu.ac.th
    cscript c:\windows\system32\slmgr.vbs –ato

    • หากไม่ได้ผลลัพธ์ตามข้างบนโทร 2082 ครับ
  • วิธีตรวจสอบเว็บไซต์ที่โดน Hack #7

    คราวนี้ เป็นการตรวจสอบ ที่เป็น Windows Server 2008 32bit ที่ใช้ IIS6 เป็น Web Server และใช้ PHP 5.2.17  เครื่องของหน่วยงานภายในมหาวิทยาลัย ซึ่ง ถูก Google Webmaster Tools ตรวจพบว่า เครื่องดังกล่าวน่าจะโดน Hack และมีการวาง Backdoor เอาไว้

    เบื้องต้น พบว่า เครื่องนี้ ใช้ Joomla และรายงานของ Google ก็บอกไฟล์ปัญหา เป็น php ใน images/stories จึง เริ่มจากทำตาม วิธีตรวจสอบเว็บไซต์ที่โดน Hack #3 แต่ ต้องเปลี่ยนไปใช้คำสั่งบน PowerShell แทนที่จะเป็น Shell Script อย่างเดิม

    พื้นที่ Document Root อยู่ที่ c:\inetpub\wwwroot

    วิธีการตรวจสอบ

    1. ใช้  powershell ด้วยสิทธิ์ administrator privilege

    2. ค้นหา ไฟล์ *.php ซึ่งอยู่ใน directory “stories” (ใน PowerShell ทำงานแตกต่างจาก Shell Script มากๆ จึงต้องดัดแปลงบางอย่าง)

    gci c:\inetpub\wwwroot -rec -include "*stories*" | where {$_.psiscontainer} | gci -Filter "*.php"

    โดยที่คำสั่งนี้ ใช้ชื่อย่อ และมีความหมายดังนี้

    gci = Get-ChildItem : ทำงานเหมือนคำสั่ง find และใช้ option “-rec” ย่อมาจาก Recurse ซึ่งหมายถึง ค้นหาลงลึกไปใน Subdirectory ด้วย และ เอาเฉพาะใน Directory ย่อย “stories” เท่านั้น

    ส่วนการใช้ ไพพ์ “|” ก็ไม่เหมือนใน Shell Script ที่เป็นการส่ง String หรือข้อความตรงๆ แต่เป็นการส่งต่อ Object

    gci -Filter “*.php” หมายถึง เมื่อค้นหาลึกไปใน Subdirectory “stories” แล้ว ให้กรองเอาเฉพาะไฟล์ แบบ *.php

    ผลที่ได้คือ

    พบว่ามี php file จำนวนมาก ใน images/stories จริงๆ

    ดังภาพ

    3. ตรวจสอบ Log ซึ่งอยู่ที่ c:\inetpub\logs และค้นหาไฟล์ในนั้น ดูว่า มี “BOT.*JCE” บันทึกหรือไม่ ด้วยคำสั่ง

    gci c:\inetpub\logs -rec  | where {$_.psiscontainer} | gci -rec -filter "*.log" | get-content | select-string -pattern "BOT.*JCE"

    ผลที่ได้คือ

    ซึ่งพบว่า มีการโจมตีมาเป็นจำนวนมาก

    4. หา Backdoor อื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น หลังจาก Backdoor ใน images/stories เหล่านั้น โดยทดลองดูว่า มีไฟล์ใหม่เกิดขึ้น หลังจากแต่ละ Backdoor นั้นๆ 2 วันหรือไม่ ด้วยคำสั่ง

    $backdoor=gci C:\inetpub\wwwroot\sticorner\images\stories -filter "*.php"
    foreach ($f in $backdoor) {
      $other=gci C:\inetpub\wwwroot\ -rec -filter "*.php" | where-object { $_.LastWriteTime -ge $f.LastWriteTime -and $_.LastWriteTime -le ($f.LastWriteTime).adddays(+2) }  | %{$_.fullname}
     $f.fullname
     $other
    }

    จากการตรวจสอบ พบไฟล์อื่นๆบ้าง แต่ตรวจสอบแล้ว ในระยะเวลา 2 วันหลังจากวางไฟล์ ไม่มีการเขียน Backdoor อื่นๆเพิ่ม

    5. ตรวจสอบหา Backdoor พื้นฐาน ซึ่ง อาจจะใช้ eval แล้วตามด้วย base64_decode ด้วยคำสั่ง

    gci C:\inetpub\wwwroot\ -rec -filter "*.php" | select-string -pattern "eval.*base64" | select-object -unique path >  evalbase64.txt

    โดย เลือกเฉพาะไฟล์ *.php ที่มีคำสั่ง eval ตามด้วย base64_decode มาเก็บไว้ในไฟล์ evalbase64.txt เพื่อใช้ตรวจสอบต่อไป

    พบว่า มีไฟล์จำนวนมาก ที่เป็น Backdoor ดังกล่าว และ Hacker เอาไฟล์มาวางไว้เมื่อ 14/01/2556 แต่ ปลอมวันที่เป็น 15/12/2552 ด้วย ดังภาพ

    และไฟล์ที่พบ มีดังต่อไปนี้

    สำหรับคนที่ดูแล Windows Server ก็ลองใช้เทคนิคข้างต้น ในการค้นหา Backdoor ด้วย PowerShell ด้วย

    ขอให้โชคดีครับ

  • วิธีแก้ปัญหา windows 8.1 กับ Powerpoint 2013 ที่มีความสามารถ Presenter View แล้วภาพสั่น

    วิธีแก้ปัญหา windows 8.1 กับ Powerpoint 2013 ที่มีความสามารถ Presenter View ซึ่งทำให้ผู้บรรยายสามารถ รู้ว่า สไลด์ต่อไปเป็นภาพอะไร และมี Note ต่างๆ แถมยังสามารถ เลือก Slide ที่จะ show เบื้องหลัง ก่อนจะแสดงให้ผู้ชมเห็นทาง Projector ได้ด้วย

    หน้าจอ Presenter View จะเป็นประมาณนี้
    presentation-view

    ปัญหา: เราเอา Notebook ไปต่อกับ Projector แล้วทำเป็นแบบ Duplicate ตอนแสดง Desktop ก็เห็นสวยงามดี ไม่สั่น แต่พอเปิด Powerpoint 2013 แล้ว กด F5 เพื่อ Present ก็พบว่า ภาพบน Projector สั่น หรือได้สัดส่วนไม่พอดี

    เหตุ: Presenter View นั้น จะแอบสลับไปใช้ Secondary Screen Resolution นั่นเอง ถ้า ใครเคยตั้งไว้สูงลิ่ว เช่น 1920×1080 เพราะ ที่โต๊ะมี 2 จอ ให้ใช้ ก็จะทำให้เวลา Present เกิดอาการภาพสั่น

    วิธีแก้ไข: ให้ปรับ Resolution ของ Secondary Screen ให้เป็นแบบเดียวกับ Primary Screen ที่ดีอยู่แล้ว เช่น เป็น 1366×768 เท่ากัน

    solution

    แล้วจะทำให้การ Present ด้วย Powerpoint 2013 แบบ Presenter View ราบรื่น

    หรือถ้าจะให้ง่าย คือใช้เป็นแบบ Primary Screen อย่างเดียว โดย

    1. ไปที่ Presentation
    2. เลือก Primary Screen
    3. Uncheck “Use Presenter View”

    ดังภาพ

    powerpoint-presentation-setting

  • การเพิ่ม Wireless Profile PSU WiFi (802.1x) บน Windows 8/8.1

    “บทความนี้ไม่ใช่บนความใหม่ แค่เป็นวิธีลงบน Windows 8/8.1 เท่านั้นนะครับ ใครชำนาญแล้วให้ข้ามไปได้เลยครับ”

    ทำตามขั้นตอนดังนี้ครับ

    1. เปิดหน้า Network and Sharing Center เลือก Set up a new connection or network2013-12-10_132923

    2. เลือก Manually connection to a wireless network2013-12-10_133122

    3. ให้ตั้งค่าดังรูป
    2013-12-10_133236
    *ขอแนะนำให้ใส่ชื่อ Network name ตัวเล็กตัวใหญ่แป๊ะ ๆ นะครับ มีวรรค 1 วรรคหน้า ( ด้วยนะครับ

    4. หลังจากนั้นให้เลือก Change connection settings
    2013-12-10_133259
    *ถ้ามันบอกว่ามีอยู่แล้วให้ลบ profile ทิ้ง วิธีลบด้วย command line อ่านบทความได้ที่นี่ครับ
    (http://sysadmin.psu.ac.th/2013/12/10/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3-wireless-profile-%E0%B8%9A%E0%B8%99-windows-88-1-%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99-command-line/)

    5. เลือก Tab Security จากนั้นเลือกหัวข้อ Settings2013-12-10_133352

    6. ให้ ติก Verify the server…. ออก จากนั้นกด OK
    2013-12-10_133440

    7. จากนั้นเลือก Advance Settings ต่อ
    2013-12-10_133527

    8. ให้ติกในส่วนของ Specify authentication mode : และเลือกให้ authen แบบ User authentication ในกรณีที่เป็นเครื่องส่วนตัวสามารถเลือก Save credentials (Save Username Password) จะได้ไม่ต้องกรอกทุกครั้งที่ต่อครับ 
    2013-12-10_133646
    * ในการ Save credentials ในกรณีเปลี่ยนรหัสผ่านต้องมาเปลี่ยนที่นี่ด้วยครับไม่งั้น Windows จะ authen ผิดถี่จนระบบ PSU Passport ทำการ lock account ของท่านครับ (ระบบจะปลด lock อัตโนมัติหลังจากหยุด login จากทุกระบบ 20-30 นาทีโดยประมาณ)

    9. หน้าจอสำหรับ Save credentials
    2013-12-10_133747

    10. เป็นอันเสร็จ ปิดหน้าต่างที่เปิดไว้ให้หมดครับ แล้วลองกลับไปเชื่อมต่อใหม่อีกครั้งก็จะขึ้นหน้าให้ Login ดังรูปครับ ถ้าหน้าตาต่างจากนี้แสดงว่า Set ผิดครับ
    2013-12-10_134049

  • การจัดการ Wireless Profile บน Windows 8/8.1 ผ่าน Command line

    “บางท่านอาจประสบปัญหาลบ Wireless Profile บน Windows 8/8.1 ไม่ได้ไม่รู้จะทำอย่างไร”

    ผมจึงเสนออีก 1 วิธี คือการลบผ่าน Command Line ดังนี้

    1. เปิดโปรแกรม CMD ขึ้นมาตามปกติ

    2. ในกรณีที่ต้องการดูว่าตอนนี้มี Profile อะไรบ้างให้สั่งคำสั่ง

    netsh wlan show profile
    2013-12-10_132414

    * หมายเหตุ : สำหรับคนที่ผูก account ไว้กับ Microsoft ทาง Microsoft จะมีการจำ Profile ไว้บน Cloud ให้เวลาท่านลงเครื่องใหม่ หรือนำ account ไปใช้กับเครื่องอื่น ถ้าเข้า SSID ไหนที่ต้องใส่รหัสผ่าน สามารถเข้าได้เลยโดยไม่ต้องใส่รหัสผ่าน (งงอยู่หลายครั้งว่าทำไมไม่ขึ้นให้ใส่รหัสผ่าน) ก็ไม่ต้องแปลกใจ แต่ในส่วนของ 802.1x ยังไงก็ต้องตั้งใหม่อยู่ดีครับ (มันไม่ได้จำทุก ๆ SSID นะครับ ไม่รู้มันเลือกยังไง)

    3. ทำการสั่งคำสั่งลบ Profile นั้น ๆ ดังนี้

    netsh wlan delete profile “xxxx”2013-12-10_132448

    เท่านี้ก็สามารถเพิ่มข้อมูล Profile ใหม่ได้แล้วครับ

    *แถม : สำหรับคนที่ต่อติดแล้แต่อยากกลับไปแก้ Wireless Profile ที่ตั้งค่าไว้ให้เข้าไปแก้ได้ตามรูปครับ

    1. เปิด Wifi Status ผ่านหน้า Network and Sharing Center
    2013-12-10_135742

    2. คลิกเลือก Wireless Properties จากนั้นจะปรากฎหน้าการตั้งค่า Profile จะแก้อะไรก็แก้ได้เลยครับ
    2013-12-10_135455

  • ติดตั้ง VPN บน Windows 8.1 ภายใน 6 ขั้นตอน (นิกาย L2TP)

    เอาว่า ใครอยากติตตั้งง่าย ลองดู (เชื่อมั่นใน L2TP ว่าจะอยู่รอดได้)

    1.คลิกขวาที่ System Tray ตรง Connection แล้วเลือก Open Network and Sharing Center
    01

     

    2.คลิก Set up a new connection or network

    02

    3.คลิก Connect to a workplace03

    4. คลิก Use my Internet connection (VPN)

    04

    5. ใส่
    Internet Address : vpn.psu.ac.th
    Destination name: PSU-VPN05

     

    6. เวลาจะใช้ ก็เลือก PSU-VPN

    06

     

     

  • Config PHP Fast CGI เพื่อใช้งาน PHP ใน IIS 7 ครับ

    สวัสดีครับ

    วันนี้กระผมจะมาแชร์ประสบการณ์ในการ Config PHP Fast CGI เพื่อใช้งานเวบไซต์ PHP ใน IIS 7 ครับผม

    0. เริ่มต้นด้วยขั้นตอนการ Add Role Service ครับ

    cgi1

    รูปที่ 1 แสดงการ Add Role Service

    1. เลือกติดตั้ง CGI และกดเลือก Next ครับ

    cgi2

    รูปที่ 2 แสดงขั้นตอนการติดตั้ง

    2. เมื่อลง CGI เสร็จเรียบร้อยก็จะขึ้นหน้าต่าง Installation Succeeded ครับ

    cgi3

    รูปที่ 3 แสดงหน้าต่างหากติดตั้ง CGI สำเร็จ

    3.ลง PHP 5.2.6 ครับ

    cgi4

    รูปที่ 4 แสดงการติดตั้ง php

    4. เลือก Drive ที่จะติดตั้ง PHP หลังจากนั้นคลิก Next

    cgi5

    รูปที่ 5 แสดงที่จัดเก็บ PHP

    5. เลือก IIS FastCGI

    cgi6

    รูปที่ 6 แสดงการติดตั้ง FastCGI

    6. เป็นอันติดตั้ง PHP สำเร็จ

    cgi7

    รูปที่ 7 แสดงการติดตั้ง PHP สำเร็จ

    7. แก้ไขค่า ใน Folder PHP

    cgi8

    รูปที่ 8 แสดงการเข้าไปแก้ไขค่าใน php

    8. ตรงบรรทัด fastcgi.impersonate ให้เอา ; ออกและ แก้ไขดังนี้

    fastcgi.impersonate = 1

    cgi9

    รูปที่ 9 แสดงการเข้าไปแก้ไขค่าใน php ต่อ

    9. แก้ไขค่าบรรทัดนี้โดยเอา ; ออก และแก้ไขดังนี้  cgi.fix_pathinfo=1

    cgi10

    รูปที่ 10 แสดงการเข้าไปแก้ไขค่าใน php ต่อ

    10. แก้ไขค่าบรรทัดนี้โดยเอา ; ออกและแก้ไขดังนี้ cgi.force_redirect = 0

    cgi11

    รูปที่ 11 แสดงการเข้าไปแก้ไขค่าใน php ต่อ

    11.แก้ไขค่าบรรทัดนี้โดยเอา ; ออกและแก้ไขดังนี้ open_basedir = c:\inetpub

    cgi12

    รูปที่ 12 แสดงการเข้าไปแก้ไขค่าใน php ต่อ

    12.หลังจากนั้นกด Ctrl+S หรือ กด Save ครับ

    cgi13

    รูปที่ 13 แสดงการบันทึกหลังจากแก้ไขค่าเสร็จเรียบร้อย

    13. จากนั้นเข้า cmd เข้าไปในโฟลเดอร์ที่เก็บ PHP

    cd c:\php5

    php -info

    มันจะแสดงรายละเอียดของ php ที่เราได้ติดตั้งไปทั้งหมด

    cgi14

    รูปที่ 14 แสดงรายละเอียดของ php

    14. หลังจากนั้น config IIS7 เพื่อใช้ php โดยไปที่ Handler Mapping

    cgi15

    รูปที่ 15 แสดงการเข้าไปตั้งค่าใน Handler Mapping

    15. เลือก Add Module Mapping

    cgi16

    รูปที่ 16 แสดงการเข้าไปตั้งค่าใน Handler Mapping ต่อ

    16.จากนั้นกรอกข้อมูลดังนี้

    Request path :> *.php

    Module:> FastCgiModule

    Excutable :> C:\PHP5\php-cgi.exe

    Name :> FastCGIPHP

    cgi17

    รูปที่ 17 แสดงการแก้ไขค่าใน Module

    17. คลิก Yes เพื่อสร้าง FastCGI Application

    cgi18

    รูปที่ 18 แสดงสถานะหลังจากแก้ไขค่าเสร็จเรียบร้อย

    18. หลังจากนั้นเข้าไปใน ไดเรกทอรี่ C:\inetpub\wwwroot และสร้าง info.php จากนั้นนำ source code นี้ใส่เข้าไป

    <?php phpinfo(); ?> เพื่อตรวจสอบว่าสามารถใช้งาน php ได้แล้วหรือยังครับ หากประสบผลสำเร็จจะมีลักษณะดังรูปด้านล่าง

    cgi19

    รูปที่ 19 แสดงหน้าจอเมื่อรันแล้วประสบผลสำเร็จ

    เสร็จสิ้นกระบวนการในส่วนของการ config php ให้สามารถใช้งานได้ใน IIS7 ครับ

    Chio

  • Configuration Tomcat 7+ IIS 7 เพื่อสร้างเวบไซต์ด้วย JSP และ PHP

    สวัสดีครับ

    วันนี้ผมจะมาแชร์ในส่วนของการนำ Tomcat 7 รันคู่กับ IIS7 นะครับ ใน Window Server ให้ติดตั้ง .Net Framework 3.5 ขึ้นไปครับ

    ส่วนของ Tomcat 7

    1. เข้าไปดาวน์โหลด Tomcat 7 ที่ http://tomcat.apache.org/download-70.cgi เลือกในส่วนของ Core: 32-bit/64-bit Windows Service Installer เพื่อความสะดวกในการติดตั้งครับ

    Untitled

     

    รูปที่ 1 แสดง Status ของ Tomcat Server 7

    2. เมื่อทดลองรันที่หน้า Web Browser จะได้ผลลัพธ์ดังนี้ครับ  พิมพ์ว่า localhost:8080

    .Untitled

    รูปที่ 2 แสดงผลัพธ์หลังจากทดลองรัน Apache Tomcat 7

    3. ทดลองรัน IIS7 ผ่าน Web Broeser ครับ โดยพิมพ์ว่า localhost:80

    iis

    รูปที่ 3 แสดงผลลัพธ์หลังจากทดลองรัน IIS 7 ครับ

    4.เปลี่ยน Default Site ให้เป็นรันใน Port อื่น

    Chio1

    รูปที่ 4 แสดงการเปลี่ยน Default Port ให้รันใน Port 82

    5. เข้าไปโหลดตัว Connector ที่เวบไซต์นี้ครับ http://tomcatiis.riaforge.org/ และติดตั้งตัว Connector

    6. เลือก Sites–> Handler Mappings –> Add Manage Handler

    7. ช่อง Request ใส่ *  , Type –> BonCodeIIS BonCodeCallHandler , ช่อง Name ใส่ BonCodeForAll

    รายละเอียดทั้งหมด สามารถดูได้จาก Video ชุดนี้ครับ  http://www.youtube.com/watch?v=yVKiNAkhav8

    Chio..