Category: Operating System

  • วิธีติดตั้ง Expo CLI สำหรับพัฒนา Mobile App ด้วย React Native

    สำหรับผู้พัฒนาที่ต้องการพัฒนา Mobile App แต่รู้สึกว่ายังไม่พร้อมศึกษา React Native แบบจริงจัง สามารถใช้งาน Expo Framework โดยสามารถใช้ได้ทั้งในการพัฒนา หรือ Build ขึ้น Store ได้เลยทั้ง iOS/Android ด้วยภาษา JavaScript/TypeScript

    โดยวันนี้จะเริ่มด้วยแนะนำวิธีติดตั้ง Tools สำหรับพัฒนาชื่อ Expo CLI ครับ

    • Reference : https://docs.expo.io/versions/latest/
    • Installation Version
      • windows 10 version 1909 64 bit
      • npm 12.14.0 LTS
      • python 3.8
      • Expo SDK 36
    • ติดตั้ง Node Js (โหลดติดตั้งแบบ LTS)
      https://nodejs.org/en/
    • ถ้ามีแจ้งไฟล์ไม่ปลอดภัยกดข้ามไป
    • จะมีให้เลือกว่าจะลง Chocolatey หรือเปล่า เพื่อติดตั้ง Module เพิ่มเติม และแนะนำติดตั้ง Node-Gyp ซึ่งจะต้องติดตั้งเองภายหลัง
    • ติดตั้ง Python ก่อนติดตั้ง Node-Gyp ผ่าน Windows Store (หลังกด Get ไม่ต้อง Sign In ก็ได้)
    • เปิด windows cmd (Run as Administrator หรือไม่ก็เลือก Start->Node.js command prompt)
    • ติดตั้ง node-gyp
      npm install -g node-gyp
    • ติดตั้ง Expo CLI ด้วย npm
      npm install -g expo-cli
    • ทดสอบสร้างโปรเจ๊คใหม่ดังนี้
      • expo init
    • สั่งรัน Web สำหรับ Debug จะพบว่า Error
    • สำหรับ Expo SDK 36 ต้องแก้ \node_modules\metro-config\src\defaults\blacklist.js ดังนี้
      var sharedBlacklist = [
      /node_modules[\/\\]react[\/\\]dist[\/\\].*/,
      /website\ /node_modules\/.*/,
      /heapCapture\/bundle\.js/,
      /.*\/__tests__\/.*/
      ];

    สามารถทดสอบเปิดได้ผ่านโปรแกรม Expo ใน Android/IOS หรือ Emulator Android หรือจะผ่าน USB Debug Android ก็ได้ครับ โดยได้ทั้ง QR-Code หรือ Exp URL Copy ไปแป๊ะในโปรแกรมได้ครับ (ต้องอยู่ในวง Network เดียวกันยกเว้นทดสอบโดยใช้ Tunnel)

  • ทำ bootable USB drives ด้วยโปรแกรม Rufus for Windows

    เป็นวิธีการทำให้เราสามารถ boot Linux/Windows ด้วย USB Drive แทนการ Boot จากแผ่น DVD ผมใช้งานมาตั้งแต่เวอร์ชั่น 2.6 ตอนนี้ 3.8 แล้ว ก็มาอัปเดตอีกสักครั้ง

    ขั้นตอน

    1.ดาวน์โหลด ISO file ที่จะนำมาทำ Bootable USB drive

    2.ดาวน์โหลดโปรแกรม Rufus จากที่นี่ https://rufus.ie/

    Rufus : Create bootable USB drives the easy way

    3.นำไฟล์มาวางไว้ที่ Desktop ใช้ได้โดยไม่ต้องทำขั้นตอนติดตั้งโปรแกรม

    4.เสียบ USB Drive

    5.เปิดโปรแกรม Rufus

    จากรูปภาพ

    • หมายเลข 1 ช่อง Device บอกว่าเสียบ USB Drive 8 GB แล้ว
    • หมายเลข 2 ช่อง SELECT คลิกตรงคำว่า SELECT
    • หมายเลข 2.1 และ 2.2 คลิกเลือก ISO file ที่ดาวน์โหลดมา
    • หมายเลข 3 ช่อง Partition scheme และ Target system สามารถเลือกได้ว่าจะติดตั้งเป็น MBR หรือ UEFI
    • หมายเลข 4 คลิก Start เพื่อเริ่ม

    6.คลิก OK ยืนยันการใช้ค่าที่แนะนำตามรูปหมายเลข 5 และ 6

    7.รอจนเสร็จ ก็ดึง USB drive ออกได้เลย ทดสอบนำไป boot ใช้งานได้

    ผมคิดว่าโปรแกรมนี้น่าใช้ และ ใช้ง่ายดี

  • ให้ Visual Studio Code แสดงสีและ Intellisense (Robot framework)

    เมื่อติดตั้ง Visual Studio Code เสร็จแล้ว ก่อนที่เราจะเริ่ม Code กัน หรือ Code ไปแล้วมันรู้สึกว่า นี่เรากำลังใช้ Note pad กันหรืออย่างไร ไม่มีสีสัน แยกส่วน Code ต่าง ๆ เพื่อลดการลายตา และมันยากต่อการอ่าน Code และไม่มี Intellisense อะไรเลย พิมพ์เองล้วน ๆ หน้าตาก็ประมาณนี้สีเดียว

    มาดูกันว่าเราจะทำอย่างไรกัน ไปที่เมนู Extensions แล้ว ค้นหาด้วยคำว่า robot แล้ว Enter

    ให้คลิก Install ตัว Robot Framework Intellisense

    เมื่อ Install เสร็จจะเห็นได้ว่ามีสีสันแล้วนะ

    และมี Intellisense ด้วยแล้วนะ

  • Thunderbird returns

    หลังจากปันใจไปให้ Microsoft Outlook และใช้ Microsoft Outlook มาตลอดเกือบ 5 ปี มีเหตุให้การใช้ Google Calendar มีความสะดวกมากกว่า Office365 Calendar (จริงๆ ปฎิทินของ Office365 อาจจะทำได้ก็ได้แต่ไม่มีคนสอนกรั่กๆ) และเมื่อจะใช้ Google Calendar (โดยไม่ใช้เว็บ) ก็ต้องใช้คู่กับ Thunderbird สินะ!!!

    Download

    https://www.thunderbird.net/en-US/ คลิกตรงปุ่ม Free Download รุ่นปัจจุบัน 68.1.0 จะได้ English (US) รุ่น 32-bit หากต้องการรุ่น 64-bit คลิกที่ system & language แล้วเลือกภาษาที่ต้องการ แน่นอนไม่มีภาษาไทย English (US) หรือถ้าอ่านภาษาอื่นๆ ออกเชิญเลือกตามอัธยาศัย

    โหลดมาแล้วก็ติดตั้งให้เรียบร้อยด้วย Next Technology (Yes, Next, Next, Next, Next, Install, Finish)

    เมื่อเปิดโปรแกรม Thunderbird ครั้งแรกจะได้ประมาณดังรูป

    Set Up an Existing Email Account

    Mail Setup

    เริ่มการใช้งานได้เลยขั้นแรกตั้งค่าเมล์ สำหรับผู้ที่เปิดใช้งาน Gmail แล้วเท่านั้น หากยังไม่ได้เปิดใช้งาน อ่าน ที่นี่ ก่อน

    หากมีการเปิด 2-step Verification ต้องไปสร้าง App password ที่ gmail.com ให้เรียบร้อยก่อนแล้วเอา password ที่ได้มาใช้กับ thunderbird

    Calendar Setup

    Thunderbird (สำหรับ Windows) รุ่นใหม่ๆ จะให้ Lightning มาโดยปริยายไม่ต้องติดตั้งเพิ่ม แต่สิ่งที่ต้องติดตั้งเพิ่มคือ Provider for Google Calendar

    ส่วน Thunderbird (สำหรับ linux) ต้องติดตั้งเพิ่มเอง

    ที่หน้าต่าง Thunderbird กดปุ่ม alt-T (ปุ่ม alt และปุ่มอักษร t พร้อมกัน) เพื่อเรียกเมนู Tools

    เลือก Add-ons

    Add-ons

    จะได้หน้า Add-ons Manager

    Manage Your Extensions 

    ค้นหา Provider for Google Calendar ในช่อง Find more extensions จะได้หน้าต่างเพิ่มเป็นดังรูป

    Search Results

    คลิกปุ่ม + Add to Thunderbird แล้วคลิก Add

    Add

    คลิก Restart Now

    Restart

    เมื่อคลิกที่หน้าต่าง Add-ons Manager จะเห็นว่ามี Provider for Google Calendar เพิ่มมาแล้ว

    Add-ons Manager

    กลับมาที่หน้าหลักสังเกตมุมบนขวาจะมีรูป ให้คลิกที่ เพื่อเปิดหน้าปฎิทิน

    Calendar

    คลิกขวาที่พื้นที่ว่าง ๆ ใต้คำว่า Calendar เลือก New Calendar

    New Calendar

    จะได้หน้า Create New Calendar ให้เลือก On the Network แล้วคลิก Next

    Create a new calendar

    เลือก Google Calendar แล้วคลิก Next

    Google Calendar

    ใส่ E-mail address แล้วคลิก Next

    Locate your calendar

    ตรวจสอบว่า Username ที่ใส่ให้ถูกต้องหรือไม่คลิกถ้าถูกคลิก Next

    Sign in

    กรอกรหัสผ่านของ E-mail คลิก Next

    Enter your password

    หากเปิด 2-step Verification ไว้ก็เปิดแอ็ปกรอกตัวเลขให้เรียบร้อย

    2-step

    เลื่อนลงมาล่างสุดคลิก Allow

    Allow

    เลือกปฎิทินที่ต้องการคลิก Next

    Locate your calendar

    คลิก Finish

    Finish

    จะเห็นว่ามีปฎิทินเพิ่มขึ้นมาแล้วสามารถใช้งานได้ทันที

    Calendar

    จบขอให้สนุก

    หมายเหตุ!!!

    ต้องตั้งค่า general.useragent.compatMode.firefox ใน advance configuration ของ Thunderbird เป็น true สำหรับตอนนี้ เนื่องจาก Google เปลี่ยนอะไรสักอย่างทำให้ authen ไม่ได้

  • Windows Subsystem for Linux in Windows 10 – (Installation Scripts)

    บทความนี้แนะนำวิธีการติดตั้ง Windows Subsystem for Linux ด้วย Installation Scripts เพื่อติดตั้ง Ubuntu 18.04 LTS ลงใน Windows 10 version 1903

    การรัน Installation Scripts ที่เป็น PowerShell จำเป็นต้องเปิดอนุญาตรัน script (ตั้งค่า execution policy มีขั้นตอนตรงจุดนี้ ดังนี้
    1.คลิก Start หรือ ไอคอน Search
    2.พิมพ์คำว่า PowerShell คลิกขวาเพื่อเลือก Run as administrator
    3.พิมพ์คำสั่งนี้

    Set-ExecutionPolicy RemoteSigned

    4.พิมพ์ A แล้วกด Enter

    ถัดไป เราก็จะดาวน์โหลดไฟล์ 2 ไฟล์เลือกว่าจะวางไฟล์ไว้ที่ Downloads ด้วยคำสั่งต่อไปนี้

    cd $ENV:HOMEDRIVE\$ENV:HOMEPATH\Downloads

    ดาวน์โหลดไฟล์ที่ 1

    Invoke-WebRequest ftp.psu.ac.th/pub/psu-installer/windows/step1_enable_wsl.ps1 -OutFile step1_enable_wsl.ps1

    ดาวน์โหลดไฟล์ที่ 2

    Invoke-WebRequest ftp.psu.ac.th/pub/psu-installer/windows/step2_install_wsl.ps1 -OutFile step2_install_wsl.ps1

    เมื่อได้ไฟล์แล้ว ก็มาทำคำสั่งนี้กัน คำสั่งเพื่อเปิดใช้ (enable) Windows Subsystem for Linux

    & ".\step1_enable_wsl.ps1"

    หลังจากทำคำสั่งนี้ Windows จะสั่งให้เรา restart 1 ครั้ง
    Do you want to restart the computer to complete this operation now?
    พิมพ์ Y และกด Enter

    เมื่อ Windows restart เสร็จแล้ว ตอนนี้ก็มาถึงขั้นตอนติดตั้ง ubuntu 18.04 LTS ลงใน WSL

    เปิด PowerShell ตั้งค่า execution policy

    Set-ExecutionPolicy RemoteSigned

    พิมพ์ A แล้วกด Enter

    พิมพ์คำสั่งเหล่านี้

    cd $ENV:HOMEDRIVE\$ENV:HOMEPATH\Downloads
    & ".\step2_install_wsl.ps1"

    หลังจากทำคำสั่งนี้ หน้าต่าง WSL ก็จะเปิดขึ้นมา รอสักครู่ใหญ่ ๆ ก็จะมีคำถามให้ตั้ง username อันแรก พร้อมตั้ง password แล้วจะได้ Ubuntu 18.04 พร้อมใช้งาน

    สุดท้าย ให้เราออกจาก WSL console ด้วยคำสั่ง exit และ ปิดหน้าต่าง PowerShell

    เมื่อมาถึงตรงนี้ เราก็ได้ Windows Subsystem for Linux ซึ่งเรียกใช้งานด้วยคำสั่ง wsl

    วิธีเรียกใช้งาน WSL
    1.คลิก Start หรือ ไอคอน Search
    2.พิมพ์คำว่า wsl แล้วเลือก Open หรือ Run as administrator (ต้องการสิทธิ)

    จบเรื่องแรก การติดตั้ง WSL ด้วย Installation Scripts

    เรื่องที่สองในบทความนี้ หากเราต้องการให้ทุกครั้งที่ Windows เปิดขึ้นมาแล้วสั่งให้ service sshd ทำงานทันที เพื่อให้เราใช้คำสั่ง ssh เข้ามายัง Ubuntu ใน Windows ได้

    ผมก็ได้เขียน shell script installsshd.sh นี้ไว้ ซึ่งรันที่ WSL นะครับ

    วิธีใช้ shell script นี้ ทำดังนี้

    1.เปิด WSL ด้วยสิทธิ Run as administrator

    2.เมื่ออยู่ในหน้าต่าง WSL ให้ขอสิทธิเป็น root ด้วยคำสั่งนี้

    sudo su -

    ใส่ password ให้ถูกต้อง

    ดาวน์โหลดไฟล์ installsshd.sh ด้วยคำสั่งนี้

    wget http://ftp.psu.ac.th/pub/psu-installer/windows/installsshd.sh

    สั่งรัน shell script ดังนี้

    bash installsshd.sh

    เมื่อ shell script ทำงาน จะมีการถอน openssh และติดตั้งใหม่เพื่อให้ใช้ server ssh key ที่ถูกต้อง และสร้าง task name ชื่อ sshd ไว้ใน Task Schedule ของ Windows 10

    ทดสอบ ssh จากเครื่องในเน็ตเวิร์คเข้าไปยัง Ubuntu ใน Windows 10

    References

  • ติดตั้ง FOG Project แบบใช้ Proxy DHCP

    บทความนี้เป็นตอนต่อจาก “ติดตั้ง FOG Project บน Ubuntu 18.04 Server” หลังจาก แตกไฟล์ มาเสร็จแล้ว มาดูขั้นตอนติดตั้ง

    sudo  ./installfog.sh

    เลือก 2

    กด Y และ Enter

    กด N และ Enter

    ตัวอย่าง จะติดตั้ง fog server ให้ใช้ IP 10.0.100.254 และ ตอบ N ทุกคำถาม Would you like … ตรงนี้ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ DHCP server ว่า จะติดตั้งลงใน fog server มั้ย

    ตรวจสอบ พร้อมแล้ว ก็กด Y และ Enter

    สำหรับ Ubuntu 18.04 นั้น ถ้าเราติดตั้ง MySQL ไม่จำเป็นต้องตั้ง password เราก็ใช้คำสั่ง mysql เพื่อเข้าไปทำงานได้ ก็ต่อเมื่อ เราเป็น user ที่เป็น sudo จึงไม่ต้องตั้ง password แต่จะตั้งก็ได้ ไม่ผิด

    ใกล้เสร็จแล้ว ให้ไปที่หน้าเว็บ http://fog_server_ip/fog/management เพื่อตั้งค่า database

    แล้วกลับมาทำการตั้งค่าต่อ กด Enter

    สังเกต มีคำว่า Skipped ที่บรรทัด DHCP Server

    เสร็จกระบวนการติดตั้ง fog server

    ถัดไปจะติดตั้ง dnsmasq เพื่อเป็น Proxy DHCP ไปติดต่อกับ DHCP server ของตึก

    ทำตาม link นี้ https://wiki.fogproject.org/wiki/index.php?title=ProxyDHCP_with_dnsmasq

    พิมพ์คำสั่งเพื่อติดตั้ง ดังนี้

    sudo  apt  install  dnsmasq  -y

    เสร็จแล้ว ไปหาเครื่องที่สามารถใช้งานแบบ กราฟิก GUI เพื่อ copy ข้อความหลาย ๆ บรรทัดได้ เช่น เปิด bash ใน Windows แล้วใช้คำสั่ง ssh เข้าไปยัง fog server IP ดังนี้

    ssh  mama@10.0.100.254

    จะทำให้สะดวกกว่า คีย์เอง ทีละบรรทัด

    สร้างไฟล์ชื่อ fog.conf ไว้ภายในไดเรกทอรี /etc/dnsmasq.d ใส่ข้อความ ดังนี้

    ข้อความที่จะให้ copy ไป paste คือ

    # Don't function as a DNS server:
    port=0
    
    # Log lots of extra information about DHCP transactions.
    log-dhcp
    
    # Set the root directory for files available via FTP.
    tftp-root=/tftpboot
    
    # The boot filename, Server name, Server Ip Address
    dhcp-boot=undionly.kpxe,,10.0.100.254
    
    # Disable re-use of the DHCP servername and filename fields as extra
    # option space. That's to avoid confusing some old or broken DHCP clients.
    dhcp-no-override
    
    # inspect the vendor class string and match the text to set the tag
    dhcp-vendorclass=BIOS,PXEClient:Arch:00000
    dhcp-vendorclass=UEFI32,PXEClient:Arch:00006
    dhcp-vendorclass=UEFI,PXEClient:Arch:00007
    dhcp-vendorclass=UEFI64,PXEClient:Arch:00009
    
    # Set the boot file name based on the matching tag from the vendor class (above)
    dhcp-boot=net:UEFI32,i386-efi/ipxe.efi,,10.0.100.254
    dhcp-boot=net:UEFI,ipxe.efi,,10.0.100.254
    dhcp-boot=net:UEFI64,ipxe.efi,,10.0.100.254
    
    # PXE menu.  The first part is the text displayed to the user.  The second is the timeout, in seconds.
    pxe-prompt="Booting FOG Client", 1
    
    # The known types are x86PC, PC98, IA64_EFI, Alpha, Arc_x86,
    # Intel_Lean_Client, IA32_EFI, BC_EFI, Xscale_EFI and X86-64_EFI
    # This option is first and will be the default if there is no input from the user.
    pxe-service=X86PC, "Boot to FOG", undionly.kpxe
    pxe-service=X86-64_EFI, "Boot to FOG UEFI", ipxe.efi
    pxe-service=BC_EFI, "Boot to FOG UEFI PXE-BC", ipxe.efi
    
    dhcp-range=10.0.100.254,proxy
    

    ให้แทนที่ 10.0.100.254 ด้วย fog server IP ของคุณ แล้ว save ออกมาจากการแก้ไขไฟล์ แล้ว ตรวจสอบด้วยการรัน service ดูว่า ทำงานได้ ไม่ error

    รันคำสั่งดังนี้

    sudo  systemctl  restart  dnsmasq.service

    ตรวจสอบ status

    sudo  systemctl  status  dnsmasq.service

    กด q ออก

    ถ้ามี error ให้ตรวจสอบว่า ในไดเรกทอรี /etc/dnsmasq.d มีไฟล์คอนฟิกสักไฟล์ที่มีคำว่า bind-interfaces อยู่ข้างในมั้ย ถ้าไม่มีก็สร้างไฟล์ชื่อ etc.conf และมี 1 บรรทัดใส่คำว่า bind-interfaces และ save แล้ว รีสตาร์ท dnsmasq ก็น่าจะใช้งานได้

    แล้วตั้งค่าให้ dnsmasq ทำงานเมื่อเปิดเครื่อง

    รันคำสั่ง

    sudo  systemctl  enable  dnsmasq.service

    ออกจาก ssh และ reboot fog server เพื่อดูว่า service dnsmasq เรียบร้อย

    เมื่อ boot Windows 7 จะเห็นว่า มันจะไปขอ DHCP IP จาก 10.0.100.1 ในที่นี้คือ DHCP server ของตึก (router) และมันจะรู้ด้วยว่า fog server คือ 10.0.100.254

    ตัวอย่าง ใน LAN configuration ก็จะมีข้อมูลบอกว่า DHCP Server ที่แจก IP มาให้ Windows คือ 10.0.100.1

    เมื่อดูใน /var/log/syslog ของเครื่อง fog server จะเห็น service dnsmasq ทำงาน

    ต่อไปเป็นการใช้งาน เพื่อทดสอบว่า กระบวนการติดตั้ง fog server ใช้งานแบบ proxy DHCP ทำงานได้จริง

    เลือกรายการ Quick Registration and Inventory เพื่อลงทะเบียนแบบ manual ทีละเครื่อง

    แล้วกลับมาอีกรอบ คราวนี้ก็เลือก Boot from hard disk เมื่อเข้า Windows ได้แล้วลองไปตรวจสอบ IP

    หน้าต่าง login ก็ใส่ค่า default username คือ fog และ password คือ password

    ต่อไปมาดูในหน้าเว็บ ของ fog จะเห็นว่า มีเครื่องที่เรากด ลงทะเบียน เข้ามาแล้ว

    ต่อไป เราจะไปหน้าเว็บเพจ images เพื่อสร้างชื่อ image ว่า windows7 ก่อนที่จะ cloning ได้

    กดเลือก Create New Image

    ตั้งค่าเลือก Operating System เป็นชนิด Windows 7 – (5)

    และใช้ค่า default แล้วกด Add (วันหลังค่อยลองเปลี่ยนใช้แบบอื่น ๆ)

    เราต้องผูก image เข้ากับ host ให้คลิกเข้าไปที่ชื่อ host ในตัวอย่างคือ 080027888888

    ผูก host นี้กับ Image ชื่อ windows7 ที่เราสร้างไว้

    ส่วนที่เหลือ เป็นค่า default แล้วกด Update

    กลับมาที่หน้าเว็บเพจ Host จะเห็นว่ามี Assigned Image เข้ามาแล้ว ให้คลิก Capture

    หน้านี้จะเด้งขึ้นมา เป็นค่า default ทั้งหมด แล้วกด Task

    จะได้หน้าต่างบอกว่า กำหนด Task แล้ว

    ไปที่เมนู Tasks จะเห็นรายการว่า กำลังรอให้เรา cloning ต้นฉบับ

    เราก็ไปเปิดเครื่อง Windows ต้นฉบับที่จะเก็บ

    มันก็จะขึ้นมาเรื่อย ๆ แบบนี้ จนได้หน้าต่างว่า กำลังใช้ Partclone ในการ cloning

    ก็รอจนเสร็จ

    ขอให้สนุก

  • ติดตั้ง FOG Project แบบมี DHCP Server ด้วย

    บทความนี้เป็นตอนต่อจาก “ติดตั้ง FOG Project บน Ubuntu 18.04 Server” หลังจาก แตกไฟล์ มาเสร็จแล้ว มาดูขั้นตอนติดตั้ง

    sudo  ./installfog.sh

    เลือก 2

    กด Y และ Enter

    กด N และ Enter

    ตัวอย่าง จะติดตั้ง fog server ให้ใช้ IP 10.0.100.208 และ ตรงนี้ จะเกี่ยวข้องกับ DHCP server ว่า จะติดตั้งลงใน fog server มั้ย ในตัวอย่าง คือ router address ที่ใช้คือ 10.0.100.1 และเป็น DNS server ด้วย

    ตรงนี้ สำหรับ FOG รุ่น 1.5.6 ขึ้นไป จะมีเพิ่มมาให้ตั้งชื่อ hostname ถ้าไม่ต้องการตั้งก็กด Enter

    ตรวจสอบ พร้อมแล้ว ก็กด Y และ Enter

    สำหรับ Ubuntu 18.04 นั้น ถ้าเราติดตั้ง MySQL ไม่จำเป็นต้องตั้ง password เราก็ใช้คำสั่ง mysql เพื่อเข้าไปทำงานได้ ก็ต่อเมื่อ เราเป็น user ที่เป็น sudo จึงไม่ต้องตั้ง password แต่จะตั้งก็ได้ ไม่ผิด

    ใกล้เสร็จแล้ว ให้ไปที่หน้าเว็บ http://fog_server_ip/fog/management เพื่อตั้งค่า database

    แล้วกลับมาทำการตั้งค่าต่อ กด Enter

    สังเกต มีคำว่า OK ที่บรรทัด DHCP Server

    เสร็จกระบวนการติดตั้ง fog server

    ทดสอบเปิดเครื่อง Windows 7 ดูว่า ได้ DHCP IP จาก fog server ในที่นี้คือ 10.0.100.208

    ต่อไปเป็นการใช้งาน เพื่อทดสอบว่า กระบวนการติดตั้ง fog server ใช้งานแบบมี DHCP Server ด้วยทำงานได้จริง

    เลือกรายการ Quick Registration and Inventory เพื่อลงทะเบียนแบบ manual ทีละเครื่อง

    แล้วกลับมาอีกรอบ คราวนี้ก็เลือก Boot from hard disk เมื่อเข้า Windows ได้แล้วลองไปตรวจสอบ IP

    หน้าต่าง login ก็ใส่ค่า default username คือ fog และ password คือ password

    ต่อไปมาดูในหน้าเว็บ ของ fog จะเห็นว่า มีเครื่องที่เรากด ลงทะเบียน เข้ามาแล้ว

    ต่อไป เราจะไปหน้าเว็บเพจ images เพื่อสร้าง image ตั้งชื่อว่า windows7 ก่อนที่จะ cloning ได้

    กดเลือก Create New Image

    ตั้งค่าเลือก Operating System เป็นชนิด Windows 7 – (5)

    และใช้ค่า default แล้วกด Add (วันหลังค่อยลองเปลี่ยนใช้แบบอื่น ๆ)

    เราต้องผูก image เข้ากับ host ให้คลิกเข้าไปที่ชื่อ host ในตัวอย่างคือ 080027888888

    ผูก host นี้กับ Image ชื่อ windows7 ที่เราสร้างไว้

    ส่วนที่เหลือ เป็นค่า default แล้วกด Update

    กลับมาที่หน้าเว็บเพจ Host เลือก List All Hosts จะเห็นว่ามี Assigned Image เข้ามาแล้ว ให้คลิก Capture

    หน้านี้จะเด้งขึ้นมา เป็นค่า default ทั้งหมด แล้วกด Task

    จะได้หน้าต่างบอกว่า กำหนด Task แล้ว

    ไปที่เมนู Tasks จะเห็นรายการว่า กำลังรอให้เรา cloning ต้นฉบับ

    เราก็ไปเปิดเครื่อง Windows ต้นฉบับที่จะเก็บ

    มันก็จะขึ้นมาเรื่อย ๆ แบบนี้ จนได้หน้าต่างว่า กำลังใช้ Partclone ในการ cloning

    ก็รอจนเสร็จ

    คำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการปรับแต่งไฟล์ /etc/dhcp/dhcpd.conf ที่สร้างขึ้นในขณะติดตั้ง FOG Project
    เมื่อใช้คำสั่งดู log ดังนี้

    tail  -f  /var/log/syslog

    เพื่อไม่ให้เกิด log บรรทัดที่มีข้อความว่า “not authoritative for subnet“ ก็ให้แก้ไขไฟล์นี้โดยเพิ่มบรรทัดว่า

    authoritative; 

    ไว้ภายใน subnet {
    }

    คำสั่งใช้ editor ชื่อ vi หรือ nano แล้วแต่ถนัด

    sudo  vi( or nano)  /etc/dhcp/dhcpd.conf

    แล้ว restart service

    sudo systemctl restart isc-dhcp-server.service

    ขอให้สนุก

  • ติดตั้ง FOG Project บน Ubuntu 18.04 Server

    FOG Project A free open-source network computer cloning and management solution

    บทความนี้เป็นคำแนะนำ การติดตั้ง FOG Project บน Ubuntu 18.04 Server และบอกเล่าถึงวิธีการเลือกตั้งค่าในขั้นตอนติดตั้ง แยกบทความออกเป็น 2 บทความ

    หลังจากเรามี Ubuntu 18.04 Server พร้อมแล้ว

    สร้างไดเรกทอรีชื่อ fog

    mkdir fog
    cd fog

    ดาวน์โหลดไฟล์

    wget https://github.com/FOGProject/fogproject/archive/1.5.7.tar.gz

    แตกไฟล์

    tar -xzvf 1.5.7.tar.gz

    หลังจาก แตกไฟล์ มาเสร็จแล้ว เข้าไปไดเรกทอรี

    cd fogproject-1.5.7/
    cd bin/

    ต่อไปก็มาดูขั้นตอนติดตั้ง

    sudo  ./installfog.sh

    ในหน้าจอการติดตั้งจะมีคำถามให้ตอบ Y หรือ N ไปเรื่อย ๆ ซึ่ง เราจะต้องเลือกว่าจะใช้งาน fogproject แบบใด ระหว่าง 2 แบบนี้

    แบบที่ 1
    ติดตั้ง FOG Project แบบมี DHCP Server ด้วย เหมาะสำหรับห้องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ดูแลจัดการ network และ IP ของ Windows ได้เอง หรือ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะตั้ง DHCP SERVER เพื่อให้บริการ IP แก่ Windows ด้วยตนเอง

    แบบที่ 2
    ติดตั้ง FOG Project แบบใช้ Proxy DHCP เหมาะสำหรับห้องคอมพิวเตอร์ที่ผู้ดูแลไม่ได้จัดการ network และ Windows จะได้รับ IP จาก DHCP Server ของ network หรือ ไม่สามารถตั้ง DHCP Server ขึ้นมาใช้งานเองได้

    วิธีลบ FOG อย่างสมบูรณ์
    หากต้องการย้อนการทำงาน กลับไปเริ่มต้นขั้นตอนติดตั้งใหม่ ให้ทำคำสั่งนี้

    delete fog database

    sudo mv /opt/fog/.fogsettings /opt/fog/fogsettings-firstInstall
    sudo userdel fogproject
    sudo rm /etc/systemd/system/multiuser.target.wants/FOGImageReplicator.service
    sudo rm /etc/systemd/system/multiuser.target.wants/FOGMulticastManager.service 
    sudo rm /etc/systemd/system/multi-user.target.wants/FOGScheduler.service 
    sudo mysql
    drop database fog;
    quit

    Remove files

    sudo rm -rf /var/www/fog
    sudo rm -rf /var/www/html/fog
    sudo rm -rf /opt/fog
    sudo rm -rf /tftpboot
    sudo rm -rf /images #Warning, this line deletes any existing images.

    ทำขั้นตอนติดตั้งใหม่

    sudo  ./installfog.sh

    หวังว่าจะเป็นประโยชน์

  • 6 Tips (ดี ๆ) เกี่ยวกับ MS Word 2016

    บทความนี้มาว่ากันด้วยเรื่องของ Microsoft Word (2016) โปรแกรมพื้นฐานเกี่ยวกับการพิมพ์เอกสาร รายงาน จดหมาย บลา ๆ ที่ใคร ๆ ก็ (ต้อง) ใช้เป็น … กันนะคะ วันนี้ผู้เขียนขอนำเสนอ 6 Tips ดี ๆ เกี่ยวกับ MS Word ซึ่ง (น่าจะ) ช่วยให้การใช้งาน word ของเรานั้น สะดวก และดูโปร (ไม่ใช่ ยี่ห้อนมผง นะคะ 555 +) ยิ่งขึ้น ซึ่งเราอาจยังไม่ทราบหรือได้ลองใช้มาก่อน

    เอ้ หรือว่าจริง ๆ แล้ว สาระในบทความนี้ เค้าก็รู้กันทั่วทั้งบางแล้วคะเนี่ย?! มีแต่ผู้เขียนหรือป่าว แฮร่ ๆ ^^’ เอาเป็นว่า ถือซะว่าได้ทบทวนก็แล้วกันนะคะ

    Come on, come on, turn the radio on . It’s Friday night … La, la, la, la, la, la (Sia – Cheap Thrills) อ่ะ ไม่ใช่ละคะ !!
    หยุดโยกกันก่อน เพราะวันนี้วัน (ศุกร์) ก็จริง แต่ยังไม่ถึงเวลาท่องราตรี ที่เรา จะไปกับแสงสี กับปีกทีสวยๆ ให้เหมือนผีเสื้อราตรี นะคะ (ไปเรื่อยยย) ฮาาา

    Come on, มาค่ะ Tip รออยู่ เริ่มที่หัวข้อแรกกันเลยนะคะ ^^

    Open the last document เปิดเอกสาร word ก่อนหน้าที่เพิ่งใช้งาน แบบเท่ ๆ (รึป่าว?)

    เพียงเราใช้คำสั่ง winword.exe /mfile1 ค้นหาใน search box ของ windows หรือใช้คำสั่งเดียวกันภายใต้ Run Command box ก็สามารถเปิดเอกสาร word ที่ใช้งานล่าสุดขึ้นมาได้ทันที

    Use Word’s built-in calculatorใช้เครื่องคิดเลขที่มากับ word

    ไปที่ File เลือก Options กล่อง Word Options จะแสดงขึ้นมา ให้ไปที่ Quick Access Toolbar ในตัวเลือก Choose commands ให้เลือก Commands Not in the Ribbon แล้วเลื่อนหา Calculate และคลิกเลือก แล้วคลิกปุ่ม add ต่อด้วยปุ่ม OK เท่านี้ก็จะมี calculator icon แสดงขึ้นมาให้ใช้งาน ที่ Top Toolbar ของ word

    เมื่อพิมพ์สมการทางคณิตศาสตร์ที่ต้องการใน word ลากคลุมสมการดังกล่าว แล้วคลิก calculator icon  word จะคำนวณสมการดังกล่าว และแสดงผลลัพธ์ที่ได้การการคำนวณขึ้นมาให้ทันทีที่ Status Bar (ด้นล่างสุด) ของ word ค่ะ

    Search the web with Smart Lookupsค้นหาข้อมูลแบบรวดเร็วด้วย Smart Lookups

    เลือกคลุมคำ/วลีใดก็ได้ที่ต้องการและคลิกขวาบนนั้น แล้วเลือก Smart Lookup นะคะ word ก็จะทำการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคำ/วลีนั้นๆ แบบรวดเร็วจากเว็บด้วย Bing (Search Engine จาก Microsoft) โดยไม่ต้องออกจากหน้าเอกสารที่กำลังทำงาน

    แต่เท่าที่ผู้เขียนลองใช้ดู ก็ยังไม่ได้ Perfectly ในทุกครั้งน่ะ

    Select Non-Adjacent Textเลือกข้อความที่ไม่ได้อยู่ติดกันในเอกสาร

    หากเราต้องการ Copy ข้อความ หรือต้องการจัดรูปแบบพิเศษของข้อความ เช่น หัวข้อ (Header) ต่าง ๆ พร้อมกันทีเดียวในเอกสาร ซึ่งข้อความไม่ได้อยู่ติดกันนั้น

    ก็ใช้วิธีการ กดปุ่ม Ctrl บน Keyboard ค้างไว้ แล้วลากคลุมข้อความที่เราต้องการในเอกสารได้เลยค่า

    Change the default fontเปลี่ยนแบบอักษรเริ่มต้นให้เอกสาร

    ไปที่ Home (หน้าแรก) คลิกลูกศรขนาดเล็กมุมล่างซ้ายของส่วน Font (แบบอังกษร) บน Ribbon กล่อง Font จะแสดงขึ้นมา ให้เลือก Font ที่ต้องการ แล้วคลิกปุ่ม “Set As Default” (ตั้งเป็นค่าเริ่มต้น)

    word จอแสดงกล่องขึ้นมาสอบถามว่าจะให้ Font ดังกล่าวนั้นให้เป็น Default Font ของเอกสารนี้ (ที่กำลังทำงาน) เท่านั้น หรือกับทุกเอกสารทั้งหมดที่มีพื้นฐานบนแม่แบบ Normal (Blank Document) ตัดสินใจได้แล้ว เราก็คลิกเลือก แล้วกดปุ่ม OK

    อย่างเราต้องใช้ TH SarabunPSK  ในการพิมพ์เอกสาร (ราชการ) เป็นหลักอยู่แล้วนั้น ก็ตั้งค่าแบบอักษรดังกล่าวให้เป็น Default Font กับทุกเอกสารไปเลย (เลือก All document based on the Normal template) ก็สะดวกนะคะ

    ปิดท้ายกันไปด้วย Tip สุดท้าย ( แต่ไม่ท้ายสุด) เพราะผู้เขียนเป็นห่วงสายตาของทุกท่าน และดวงตาก็เป็นหน้าต่างของดวงใจเสียด้วย อิอิ

    (ปิ๊ง ปิ๊ง)

    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ emoticon png

    Save yourself some eye strainทะนุถนอมสายตาของคุณบ้างน่ะ

    หากอ่านเอกสารพื้นสีขาวบนคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานๆ อาจมีอาการเมื่อยล้าทางสายตาได้ มาตั้งค่าโหมดการอ่านเอกสาร (ไปที่ View บน Ribbon คลิกเลือก Reader Mode หรือคลิกไอคอนที่มุมล่างซ้ายของ word) ให้เป็นสีซีเปียเพื่อความสบายตา ช่วยลดอาการเมื่อยล้าทางสายตา (eye strain) ในขณะที่เราเปิดอ่านเอกสารดีกว่า

    โดยในหน้า  Reader Mode ให้เลือกเมนู View และ Page Color แล้วเลือก Sepia เมื่อเปิดเอกสารในโหมดอ่านเอกสาร เอกสารจะเปลี่ยนสีพื้นหลังเป็นสีซีเปียค่ะ

    ท้ายสุด สาระก็ได้จบกันไปเรียบร้อย ผู้เขียนหวังว่า ไม่หัวข้อใดหัวข้อหนึ่งในบทความนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกท่านนะคะ
    อ่ะ โยกได้ !! และในส่วนคืนนี้นั้นนน ใครจะไป Dance on the Floor ต่อกันที่ไหน ก็ดูแลตัวเองกันด้วยนะคะ 555+ #TGIF ไม่ดื่ม-ไม่สูบ ดูแลตัวเอง เต้นได้แต่อย่านาน เอวจะเคล็ด… นะคะ
    ส่วนใครที่สงสัยว่าทำไมต้อง 6 นั่น ก็เพราะว่าเป็นเดือนเกิดของผู้เขียนนั่นเองงงงค่ะ ฮรี่ (#ยังงี้ก็ได้ดั้วะะะะะะหราาานี่ #555)