Category: Excel

  • Mail merge ด้วย Excel Online และ Power Automate

    สิ่งที่ต้องมี

    1. เมล์มหาวิทยาลัยที่ใช้งานที่ http://email.psu.ac.th
    2. Browser เช่น Edge, Firefox ฯลฯ

    Optional

    1. Office 365 Desktop แต่บทความนี้จะไม่ใช้นะครับ

    เริ่มได้

    1. ล็อคอินเข้าระบบที่ http://email.psu.ac.th
    2. คลิกปุ่ม 9 จุดมุมบนซ้าย เลือก Excel คลิก Blank workbook
    1. คลิกที่คำว่า Book1 เพื่อเปลี่ยนชื่อไฟล์ และเลือกโฟลเดอร์บน Onedrive สำหรับเก็บไฟล์นี้ให้เรียบร้อย
    1. กรอกข้อมูลที่จะใช้ส่งอีเมล เช่น
    1. เลือกข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ A1 ถึง B3 แล้วคลิกที่ Insert เลือก Table และคลิกที่ My table has headers แล้วคลิก OK
    1. ได้ดังภาพ
    1. จากนั้นคลิกที่ Automate แล้วคลิกที่ Automate Work
    1. ได้ดังภาพ
    1. ให้เลื่อนช่องด้านขวาลงมาล่างสุดจนเห็นคำว่า See all templates
    1. คลิก See all templates จะได้หน้าต่างใหม่ดังภาพ
    1. พิมพ์ต่อท้ายคำว่า Excel ว่า send แล้วกดปุ่ม enter บนคีย์บอร์ดจะเจอ Send an email for a selected row ให้คลิกที่ช่องนั้นได้เลย
    1. จะได้หน้าตาประมาณนี้
    1. คลิก Continue จะได้
    1. ในส่วนของ For a selected row เลือกข้อมูลให้ถูกต้องดังนี้ ซึ่งในบทความนี้จะเซฟไฟล์ไว้ใน OneDrive เลยดังนั้นเลือกเป็นดังภาพ ช่อง Table สำคัญมากคือ Table1
    1. ในส่วนของ Send an email ในช่อง To ให้ลบของเก่าออกแล้วเลือกชื่อฟิลด์ email ของเราที่กรอกเตรียมไว้แล้วใน excel
    1. Subject พิมพ์ตามต้องการ และ Body ก็จะเป็นเนื้อหาที่ต้องการส่งให้ผู้รับอ่านสามารถกรอกได้เลย สามารถเลือกฟิลด์ต่าง ๆ ใน excel มาใช้งานได้
    1. เมื่อเสร็จสิ้นแล้วกด Save
    2. กลับมาที่ excel กดปุ่ม Automate Work อีกครั้ง จะเห็นว่าหัวข้อเพิ่มขึ้นมาคือ Flows in this workbook
    1. ให้เลือกแถวที่ต้องการส่งอีเมล (A2-A3) แล้วไปคลิกที่จุดสามจุดหลังชื่อ Flows ดังภาพ
    1. คลิก Run
    1. คลิก Run flow จะได้ดังภาพ เมล์จะถูกส่งไปเรียบร้อย คลิก Done เพื่อจบการทำงาน
    1. เมื่ออีเมลถูกส่งไปค่าต่างๆ ในไฟล์ excel และเราได้ใส่ในเนื้อเมล์จะถูกแทนที่ให้อัตโนมัติ
    1. จบขอให้สนุก
  • วิธีใช้ Power Query ดึงข้อมูลจาก PSU Web API

    PSU Web API เป็นเว็บที่ให้บริการข้อมูลในรูปแบบ JSON ทุกท่านที่มี PSU Passport สามารถสมัครเพื่อขอใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ api.psu.ac.th โดยปัจจุบันข้อมูลที่เปิดให้บริการแล้วคือ ข้อมูลส่วนกลาง ข้อมูลระบบสารสนเทศนักศึกษา และข้อมูลระบบสารสนเทศบุคลากร สำหรับทุกท่านที่สนใจใช้บริการข้อมูลสามารถศึกษาวิธีการได้จากคู่มือของระบบค่ะ

    วันนี้จะขอนำเสนอวิธีการดึงข้อมูลจาก PSU Web API ที่ให้บริการออกมาเป็นรูปแบบตารางด้วย Power Query ใน Microsoft Excel 365 กันค่ะ ซึ่งการดึงข้อมูลด้วย Power Query นี้น่าจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ถนัดในการเขียนโปรแกรมเพื่อดึงข้อมูลมาใช้งานกันค่ะ

    STEP 1 : เชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูล PSU Web API

    • คลิกเมนู Data –> Get Data –> From Other Sources –> From Web
    • ตัวอย่าง แสดงการดึงข้อมูลชื่อปริญญาที่ให้บริการจากระบบ PSU Web API
    • ป้อน URL ตามรูปแบบที่กำหนด ศึกษาได้จากคู่มือการใช้งานของระบบ (ตามตัวอย่างให้แสดงข้อมูล 100 รายการ)
    • คลิกปุ่ม OK

    STEP 2 : ตั้งค่า Power Query Editor

    • ระบบแสดงผลลัพธ์ข้อมูล 2 ส่วน คือส่วน paging ลักษณะข้อมูลเป็น Record และส่วนของ data ซึ่งจะมีลักษณะข้อมูลเป็น List ซึ่งภายใน List จะมี Record ซ้อนอยู่ข้างในอีกที
    • ตั้งชื่อ Query Name : Degree
    • คลิก Convert Into Table เพื่อแปลงผลลัพธ์ 2 ส่วนออกมาเป็นตาราง

    STEP 3 : ทำการ Transpose และแตก List ข้อมูล

    • คลิกเมนู Transpose –> Reverse Rows เพื่อสลับให้ paging เป็น First Row
    • คลิก Use First Row as Header เพื่อเตรียมแตก List ในคอลัมน์ data ออกมา
    • คลิกปุ่ม Expand ที่หัวตารางของคอลัมน์ Column2 แล้วคลิก Expand to New Rows เราก็จะได้ Record ออกมาในแต่ละบรรทัด
    • คลิกปุ่ม Expand ที่หัวตารางของคอลัมน์ Column2 อีกครั้ง
    • สามารถคลิกเลือกหรือไม่เลือกคอลัมน์ที่ต้องการหรือไม่ต้องการได้
    • คลิกไม่เลือก Use original column name as prefix
    • คลิกปุ่ม OK ระบบแสดงข้อมูลจำนวน 100 รายการตามที่กำหนดจาก PSU Web API
    • คลิกเมนู Home –> Close & Load เพื่อเสร็จสิ้น

    STEP 4 : Power Query ดึงข้อมูลจาก PSU Web API มาแสดงเป็นตารางเรียบร้อยแล้วค่ะ

    ^_^ หวังว่าโพสนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ

  • วิธีรวมข้อมูล Excel จากหลายชีทเข้าด้วยกันเป็นตารางเดียวด้วย Power Query

    Power Query เครื่องมือสำคัญของ Power BI และ Microsoft Excel 2016 | 2019 | 365 ที่จะช่วยจัดการข้อมูลให้ได้ตามต้องการ ไม่ว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน การเปลี่ยนประเภทข้อมูล การจัดตารางหรือคิวรี การจัดคอลัมน์ การจัดการข้อมูลที่บกพร่อง การรวมข้อมูล การแยกข้อมูล การปรับแต่งข้อมูล และการสร้างรูปแบบข้อมูล

    จุดเด่นของ Power Query

    • รวบรวมข้อมูลได้จากหลายแหล่ง หลากหลายรูปแบบ
    • ใช้งานง่าย มีปุ่มเมนูให้ใช้งาน
    • ทุกการกระทำจะถูกบันทึกไว้เป็น Steps สามารถแก้ไข สลับลำดับ หรือลบ Steps ที่ทำไว้ได้อย่างง่ายดาย
    • รองรับการทำงานที่ Advance มากขึ้นด้วย M Code ซึ่งเป็นภาษาพิเศษของ Power Query

    ในการใช้งาน Microsoft Excel เราอาจจะมีความจำเป็นที่จะรวมรวมข้อมูลจากหลาย ๆ ซีทเป็นตารางเดียว เพื่อให้สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อ วันนี้จึงจะขอนำเสนอความสามารถของ Power Query เพื่อรวมข้อมูล Excel แต่ละชีทรวมเป็นตารางเดียวโดยเริ่มจาก

    STEP 1 : ทำการแปลงข้อมูลในแต่ละชีทให้เป็นตาราง

    • เนื่องจาก Power Query จะทำงานกับข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตาราง ดังนั้นต้องดำเนินการแปลงข้อมูลแต่ละชีทให้เป็นตาราง
    • ภายในชีท HATYAI คลิกเซลล์ A1
    • คลิกเมนู Insert –> Table
    • ระบบเลือกช่วงข้อมูลที่ต้องการให้อัตโนมัติ
    • เลือก My table has headers
    • คลิกปุ่ม OK
    • กำหนด Table Name : T_HATYAI
    • ดำเนินการเช่นเดียวกันในชีทที่เหลือโดยตั้งชื่อตาราง T_PATTANI, T_PHUKET, T_SURAT, T_TRANG ตามลำดับ

    STEP 2 : รวมข้อมูลเป็นตารางเดียวด้วย Power Query

    • คลิกเมนู Data –> Get Data –> From Other Sources –>Blank Query
    • ระบบแสดงหน้าต่าง Power Query Editor

    STEP 3 : กำหนดรายละเอียดของ Query

    • ตั้งชื่อ Query Name : ALL_CAMPUS
    • พิมพ์ฟังก์ชัน “=Excel.CurrentWorkbook()” ซึ่งเป็นภาษา M ที่อยู่เบื้องหลังของ Power Query เพื่อแสดงตารางข้อมูลทั้งหมดในไฟล์ Excel ของเรา
    • เราสามารถ Filter เพื่อเลือกรวมเฉพาะตารางข้อมูลที่ต้องการเท่านั้นได้
    • สมมุติเราต้องการรวมเฉพาะตารางเฉพาะที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ‘T’ เราสามารถทำได้โดยคลิกที่ Text Filters –> Begins With….
    • กรอกตัวอักษร T ลงไป คลิกปุ่ม OK

    STEP 4 : กำหนดรายละเอียดของคอลัมน์

    • สามารถเลือกหรือไม่เลือกคอลัมน์ที่ต้องการหรือไม่ต้องการได้
    • กำหนดเงื่อนไขไม่เลือก Use original column name as prefix กรณีเลือกจะมีชื่อ Content นำหน้าชื่อคอลัมน์เช่น Content.Subject ID Content.Subject Code เป็นต้น
    • คลิกปุ่ม OK ระบบแสดงข้อมูลที่เกิดจากการรวมของตารางข้อมูลตามเงื่อนไข
    • คลิกปุ่ม Close & Load ระบบจะทำการรวมข้อมูลทั้ง 5 ชีทไว้ที่ชีท ALL_CAMPUS

    STEP 4 : Power Query รวมข้อมูล Excel จากหลายชีทเข้าด้วยกันเป็นตารางเดียวเรียบร้อยแล้วค่ะ

    ^_^ หวังว่าโพสนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ

  • วิธีการแยกคำนำหน้าชื่อ ชื่อและนามสกุล ที่รวมอยู่ในช่องเดียวกันใน Microsoft Excel

    ในการใช้งาน Microsoft Excel เราคงจะเคยเจอปัญหาที่ข้อมูลมีทั้งคำนำหน้าชื่อ ชื่อและนามสกุล รวมอยู่ในช่องเดียวกัน แต่การนำไปใช้งานของเราต้องการที่จะแยกคำนำหน้าชื่อ ชื่อและนามสกุลออกจากกันเป็นคนละช่อง

    วันนี้จะขอนำเสนอสูตรเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น มาดูกันเลยคะว่าทำยังไง ในการแก้ปัญหานี้จะต้องใช้ฟังก์ชันหลายฟังก์ชัน รวมทั้งเทคนิคการคำนวณแบบ Array ของ Excel ผสมผสานกันโดยเริ่มจาก

    STEP 1 : สร้างคอลัมน์สำหรับการแสดงผล และสร้าง List รายการคำนำหน้าชื่อที่คอลัมน์ I

    STEP 2 : ทำการแปลง TITLE_LIST เป็นตาราง เพื่อความสะดวกในการจัดการข้อมูลคำนำหน้าชื่อและการอ้างอิงข้อมูล

    • คลิกเซลล์ I1
    • คลิกเมนู Insert –> Table
    • ระบบเลือกช่วงข้อมูลที่ต้องการให้อัตโนมัติ
    • เลือก My table has headers
    • คลิกปุ่ม OK
    • กำหนด Table Name : TITLE

    STEP 3 : ทำการแยกเฉพาะคำนำหน้าชื่อมาแสดงที่คอลัมน์ D ด้วยฟังก์ชัน SEARCH , MATCH และ INDEX

    =INDEX(TITLE[TITLE_LIST],MATCH(1,SEARCH(TITLE[TITLE_LIST],B2),0))

    ฟังก์ชัน SEARCH : ค้นหาสตริงข้อความหนึ่งภายในสตริงข้อความที่สอง และส่งกลับตัวเลขที่เป็นตำแหน่งเริ่มต้นของสตริงข้อความแรกจากอักขระแรกของสตริงข้อความที่สอง

    ไวยากรณ์ : SEARCH(find_text,within_text,[start_num])

    กรณี

    • ถ้าไม่พบค่าของ find_text จะส่งกลับ #VALUE! เป็นค่าความผิดพลาด
    • กรณีพบค่าของ find_text ส่งกับตัวเลขที่เป็นตำแหน่งเริ่มต้นของสตริงข้อความแรกจากอักขระแรกของสตริงข้อความที่สอง
      • กรณี find_text เป็นช่วงข้อมูล จะส่งค่ากลับเป็นเลข 1

    ฟังก์ชัน MATCH : ค้นหารายการที่ระบุช่วงในเซลล์ แล้วส่งกลับตําแหน่งสัมพันธ์ของรายการนั้นในช่วง ตัวอย่างเช่น ถ้าช่วง A1:A3 มีค่า 5, 25 และ 38 สูตร =MATCH(25,A1:A3,0) จะส่งกลับตัวเลข 2 เนื่องจาก 25 เป็นรายการที่สองในช่วง

    ไวยากรณ์ : MATCH(lookup_value, lookup_array, [match_type])

    ฟังก์ชัน INDEX : ส่งกลับค่าจากภายในตารางหรือช่วงข้อมูล

    ไวยากรณ์ : INDEX(array, row_num, [column_num])

    STEP 4 : ทำการแยกชื่อและนามสกุลออกจากคำนำหน้าชื่อมาแสดงที่คอลัมน์ C ด้วยฟังก์ชัน SUBSTITUTE

    =SUBSTITUTE(B2,D2,””)

    ฟังก์ชัน SUBSTITUTE : ใช้แทนที่ข้อความเดิม old text ด้วยข้อความใหม่ new text ส่วน instance_num ใช้เพื่อระบุตำแหน่งการแทนที่ ซึ่งถ้าไม่ระบุ old text จะถูกเปลี่ยนด้วย new text ทั้งหมด

    ไวยากรณ์ : SUBSTITUTE(text, old_text, new_text, [instance_num])

    STEP 5 : ทำการแยกชื่อมาแสดงที่คอลัมน์ E ด้วยฟังก์ชัน LEFT และ SEARCH

    =LEFT(C2,SEARCH(” “,C2,1)-1)

    ฟังก์ชัน LEFT : ส่งกลับอักขระจำนวนหนึ่งที่อยู่ในลำดับแรกๆ ในสตริงข้อความ ตามจำนวนอักขระที่ระบุ

    ไวยากรณ์ : LEFT(text, [num_chars])

    STEP 6 : ทำการแยกนามสกุลมาแสดงที่คอลัมน์ F ด้วยฟังก์ชัน RIGHT , LEN และ SEARCH

    =RIGHT(C2,LEN(C2)-SEARCH(” “,C2,1))

    ฟังก์ชัน RIGHT : ส่งกลับอักขระสุดท้ายจำนวนหนึ่งในสตริงข้อความ ตามจำนวนอักขระที่ระบุ

    ไวยากรณ์ : RIGHT(text,[num_chars])

    ฟังก์ชัน LEN :  ส่งกลับเป็นจำนวนอักขระในสตริง

    ไวยากรณ์ : LEN(text)

    STEP 7 : แยกคำนำหน้าชื่อ ชื่อและนามสกุล ที่รวมอยู่ในช่องเดียวกันใน Microsoft Excel เรียบร้อยแล้วค่ะ

    ^_^ หวังว่าโพสนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ

  • Excel : ลำดับที่แบบตัวเลขด้วยคำสั่งง่าย ๆ ไม่ต้องลากเมาส์!

    เคยไหม ที่พยายามใส่เลข 1-100 ใน Column ใด ๆ เอง ด้วยวิธีการต่าง ๆ แบบนี้

    บางคนใช้วิธีพิมพ์เอง 😒

    บางคนใช้วิธีพิมพ์เลข 1 2 3 คลุมแล้วลาก 😂

    แต่!!! จะดีกว่าไหม ถ้ามีวิธีที่เร็วและเราสามารถระบุได้ว่าจะสิ้นสุดที่เลขใด 😍 มาดูวิธีกันเลยค่ะ

    ใน Cell A1 พิมพ์คำสั่งดังนี้ค่ะ

    =SEQUENCE(xx) โดยที่ xx คือจำนวนที่เราต้องการให้เลขแสดงถึง

    แล้วกดปุ่ม Enter!

    โดยตัวอย่างในวีดีโอ ให้แสดงถึงเลข 20 ดังนั้นคำสั่งจึงเป็นดังนี้ค่ะ

    =SEQUENCE(20)

    เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ Running Number จาก 1-100 โดยที่ไม่ต้องลากเมาส์แล้วค่ะ 😁👍💖

    หวังว่าโพสนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่าาา

  • พิมพ์ข้อความใน Excel แล้วให้มีเสียงพูด

    วันนี้มาแนะนำเทคนิคง่าย ๆ ในการพิมพ์ลงในเซลให้มีเสียงอ่านอัตโนมัติ เราพิมพ์อะไรลงไปก็ให้มันอ่านคำนั้นออกมา มีวิธีการตั้งค่ายังไง มาดูกันค่ะ

    1.เปิด Excel ขึ้นมา ไปที่เมนู File > More > Options

    ตั้งค่าดังรูปข้างต้น จากนั้นจะมี Icon ดังกล่าวแสดงที่แถบ Ribbon ดังรูป

    วิธีการใช้งานให้คลิกปุ่มข้างต้น 1 ครั้ง สังเกตว่าเมื่อคลิกคือเปิดการใช้งาน จะแสดงในลักษณะเหมือนถูกกด ถูกคลิก ถูกใช้งาน จากนั้นมาทดสอบพิมพ์ข้อความช่องไหนก็ได้ เช่นพิมพ์คำว่า Hello แล้วกดปุ่ม “Enter” มันก็จะอ่านว่า “Hello” พิมพ์ประโยค แล้วกดปุ่ม “Enter” ก็จะอ่านทั้งประโยค พิมพ์ตัวเลข เช่น 1 ก็จะอ่านว่า “one” ข้อจำกัดคือจะอ่านเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น!!

    หากไม่ใช้งาน Function ดังกล่าวแล้วก็กดที่ปุ่มเดิม เพื่อยกเลิกการใช้งานค่ะ

    อันนี้เป็นเทคนิคน้อย ๆ นะคะในการใช้ Excel การพิมพ์แล้วให้มีเสียงยังไง

  • การนับจำนวนข้อมูลโดยใช้ Pivot Table

    ตามปกติหากเราต้องการนับจำนวนข้อมูลที่ซ้ำๆ กัน ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ใน Excel หลาย ๆคนคงใช้ฟังก์ชัน COUNTIF ในการนับจำนวนกัน แต่วันนี้มีอีกวิธีที่จะมานำเสนอนั้นคือการใช้ Pivot Table ในการนับจำนวน ซึ่งใช้งานง่ายและไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดค่ะ ลองมาดูวิธีกันเลยนะคะ

    1. ใน excel ที่เรามีข้อมูลซ้ำ ๆ กันหน้าตาแบบนี้

    2. ไปที่เมนู Insert เลือก Pivot Table

    3. ปรากฏหน้าจอ Create PivotTable เพื่อให้เลือกกลุ่มของข้อมูลที่ต้องการนับจำนวน ให้เลือกคอลัมน์ที่ต้องการนับจำนวน  แล้วกดปุ่ม OK  ดังรูป

    4. ปรากฏหน้าจอการทำงานของ Pivot Table ให้เลือกลากข้อมูลชื่อ-สกุล มาไว้ในช่อง  Rows และ Values สังเกตุว่าในช่อง Values ใน Excel จะใช้ฟังก์ชัน Count ให้เราโดยอัตโนมัติ ดังรูป

    5. แสดงข้อมูลผลลัพธ์ของการนับจำนวนโดยใช้ Pivot Table ดังรูป

             

    เป็นไงบ้างคะ ยังไงก็ลองดูเอาไว้เป็นทางเลือกนะคะ เพราะบางคนอาจจะไม่ถนัดในการใช้สูตร คิดว่าวิธีนี้ก็น่าจะเป็นอีกวิธีที่น่าสนในค่ะ ^^

  • การสลับข้อมูลจาก Column เป็น Row ใน Excel

    ท่านผู้อ่านที่ใช้งาน Excel น่าจะเคยเจอปัญหาหรือมีความต้องการที่ว่า มีข้อมูลที่มีลักษณะเป็น Column แต่ต้องการย้ายให้มาแสดงในรูปแบบ Row ถ้าต้อง copy แล้วมา paste ทีละตัวคงไม่สะดวกอย่างแน่นอน แต่ Excel ได้จัดเตรียมเครื่องมือสำหรับแก้ปัญหาเหล่านี้เอาไว้แล้ว ลองไปดูกันเลย

    1.สมมติเรามีข้อมูลชื่อเดือนเก็บอยู่ในเ Excel ในคอลัมน์เดียวกันเรียงกันลงมาดังรูป

    2. เลือกข้อมูลที่ต้องการย้ายทั้งหมดแล้ว copy เก็บไว้

    3. ไปยัง sheet หรือ cell ที่ต้องการ จากนั้นคลิกขวา ใต้เมนู Paste Options เลือกไอคอนที่ 4 (Transpose)

    4. ก็จะได้ข้อมูลมาอยู่ในรูปแบบแนวนอน ดังรูป

    5. จากข้อ 2 ถ้าเราเลือกเมนู Paste Special… จะปรากฏ dialog ดังรูป ให้เลือก Transpose จากกดปุ่ม OK เพื่อยืนยัน ก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนกัน

    นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้ฟังก์ชัน TEXTJOIN() โดยฟังก์ชันนี้จะทำหน้าที่รวมข้อความจากช่วงข้อมูลหรือข้อความหลายๆ ส่วนเข้าด้วยกันและสามารถระบุตัวคั่นระหว่างข้อมูลได้ด้วย โดยฟังก์ชันนี้จะมี parameter สามส่วนหลักๆ คือ

    TEXTJOIN(ตัวคั่น, ignore_empty, text1, [text2], …)
    พารามิเตอร์คำอธิบาย
    ตัวคั่นสตริงข้อความไม่ว่าจะเป็นสตริงข้อความว่าง, ประกอบอักขระอย่างน้อย 1 ตัวในอัญประกาศ หรือมีการอ้างอิงไปยังสตริงข้อความที่ถูกต้อง ถ้ามีตัวเลขอยู่ก็ถือว่าเป็นข้อความ
    ignore_emptyถ้าเป็นค่า TRUE ให้ละเว้นเซลล์ว่าง
    text1รายการข้อความที่จะถูกรวมเข้าด้วยกัน สตริงข้อความ หรืออาร์เรย์ของสตริง เช่น ช่วงเซลล์
    [text2, …]รายการข้อความเพิ่มเติมที่จะถูกรวมเข้าด้วยกัน สามารถมีอาร์กิวเมนต์ข้อความสำหรับรายการข้อความได้สูงสุด 252 รายการ รวมถึง text1 แต่ละรายการสามารถเป็นสตริงข้อความหรืออาเรย์ของสตริงได้ เช่น ช่วงเซลล์

    ตัวอย่างการใช้งานดังรูป

    จะเห็นว่าถ้าเป็นวิธีใช้ฟังก์ชัน TEXTJOIN ข้อมูลจะถูกนำมารวมในฟิลด์เดียวกัน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการเลือกนำไปประยุกต์ใช้ ว่าวิธีการไหนจะเหมาะกับงานตัวเอง

    ก่อนจะจากไป ขอแถมอีกวิธีบน MS Word เผื่อใครอยากทำอะไรคล้ายๆ แบบนี้ วิธีการคือ

    1. ข้อมูลแยกกันอยู่คนละบรรทัด ดังตัวอย่าง

    2. เลือกข้อมูลทั้งหมด จากนั้นกด Ctrl + H จะปรากฏ dialog “Find and Replace” ดังรูป

    3. ป้อน ^p ในช่อง Find what: และป้อน , ลงในช่อง Replace with: จากนั้นกด Replace All ข้อมูลทั้งหมดจะถูกยุบมาอยู่ในบรรทัดเดียวกัน โดยมี , คั่นอยู่ระหว่างข้อมูลแต่ละบรรทัด ดังรูป

    ซึ่งเทคนิคนี้ก็คือการแทนที่อักขระขึ้นบรรทัดใหม่ ด้วย , นั่นเอง

    ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้น่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อย จนกว่าจะพบกันใหม่

    สวัสดีครับ


    อ้างอิง

    https://superuser.com/questions/240858/convert-a-column-into-a-comma-separated-list
    http://www.saranitus.com/2018/10/ย้ายข้อมูลจาก-row-เป็น-column-ใน-excel-2016.html
    https://www.it-guides.com/training-a-tutorial/office-tutorial/transpose-microsoft-excel-2007
    https://support.microsoft.com/th-th/office/textjoin-ฟังก์ชัน-textjoin-357b449a-ec91-49d0-80c3-0e8fc845691c

  • มาจัดการข้อมูลซ้ำ ๆ และเอาข้อมูลล่าสุดกัน ใน Excel

    สืบเนื่องจากเมื่อ 2-3 เดือนก่อน มีโอกาสได้ทำแบบสอบถาม เก็บข้อมูลนักศึกษา แล้วนักศึกษากรอกข้อมูลมาซ้ำ ๆ กันหลายคน และเราจะเอาแค่ข้อมูลล่าสุดเท่านั้น ทำไงกันดีนะ….. ในเมื่อแบบสอบถาม export ออกมาเป็น excel ได้ เราก็มาลองดูว่าทำไงได้บ้าง เล่นไปเล่นมา เฮ้ย ง่ายจุง ได้ข้อมูลตามต้องการด้วยสิ มาดูกัน

    จากภาพ เราต้องทำการ Sort รหัสนักศึกษาและ Timestamp ล่าสุด สุ่มดูคร่าว ๆ รหัสนักศึกษา 6110610025 มีรายการซ้ำ เมื่อจัดการข้อมูลซ้ำและให้เหลือเฉพาะข้อมูลล่าสุด ต้องเป็นแถวที่ 42

    จากนั้นคลิกแท็บ Data –> Remove Duplicates เลือกเลือกเฉพาะ รหัสนักศึกษา ซึ่งมันซ้ำกันอยู่ เมื่อเรียบร้อยแล้วจะแสดง Dialog แจ้งบอก

    มี 28 รายการที่ซ้ำและได้ลบออกไปแล้ว 165 รายการที่ไม่ซ้ำ สุ่มดู รหัส 6110610025 จะพบแค่รายการล่าสุดเท่านั้น

    เป็นวิธีที่ง่ายมาก ลองนำไปใช้กันดูนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ…..