Category: Desktop Computer (PC, linux, windows, mac)

  • Mail merge ด้วย Excel Online และ Power Automate

    สิ่งที่ต้องมี

    1. เมล์มหาวิทยาลัยที่ใช้งานที่ http://email.psu.ac.th
    2. Browser เช่น Edge, Firefox ฯลฯ

    Optional

    1. Office 365 Desktop แต่บทความนี้จะไม่ใช้นะครับ

    เริ่มได้

    1. ล็อคอินเข้าระบบที่ http://email.psu.ac.th
    2. คลิกปุ่ม 9 จุดมุมบนซ้าย เลือก Excel คลิก Blank workbook
    1. คลิกที่คำว่า Book1 เพื่อเปลี่ยนชื่อไฟล์ และเลือกโฟลเดอร์บน Onedrive สำหรับเก็บไฟล์นี้ให้เรียบร้อย
    1. กรอกข้อมูลที่จะใช้ส่งอีเมล เช่น
    1. เลือกข้อมูลทั้งหมดตั้งแต่ A1 ถึง B3 แล้วคลิกที่ Insert เลือก Table และคลิกที่ My table has headers แล้วคลิก OK
    1. ได้ดังภาพ
    1. จากนั้นคลิกที่ Automate แล้วคลิกที่ Automate Work
    1. ได้ดังภาพ
    1. ให้เลื่อนช่องด้านขวาลงมาล่างสุดจนเห็นคำว่า See all templates
    1. คลิก See all templates จะได้หน้าต่างใหม่ดังภาพ
    1. พิมพ์ต่อท้ายคำว่า Excel ว่า send แล้วกดปุ่ม enter บนคีย์บอร์ดจะเจอ Send an email for a selected row ให้คลิกที่ช่องนั้นได้เลย
    1. จะได้หน้าตาประมาณนี้
    1. คลิก Continue จะได้
    1. ในส่วนของ For a selected row เลือกข้อมูลให้ถูกต้องดังนี้ ซึ่งในบทความนี้จะเซฟไฟล์ไว้ใน OneDrive เลยดังนั้นเลือกเป็นดังภาพ ช่อง Table สำคัญมากคือ Table1
    1. ในส่วนของ Send an email ในช่อง To ให้ลบของเก่าออกแล้วเลือกชื่อฟิลด์ email ของเราที่กรอกเตรียมไว้แล้วใน excel
    1. Subject พิมพ์ตามต้องการ และ Body ก็จะเป็นเนื้อหาที่ต้องการส่งให้ผู้รับอ่านสามารถกรอกได้เลย สามารถเลือกฟิลด์ต่าง ๆ ใน excel มาใช้งานได้
    1. เมื่อเสร็จสิ้นแล้วกด Save
    2. กลับมาที่ excel กดปุ่ม Automate Work อีกครั้ง จะเห็นว่าหัวข้อเพิ่มขึ้นมาคือ Flows in this workbook
    1. ให้เลือกแถวที่ต้องการส่งอีเมล (A2-A3) แล้วไปคลิกที่จุดสามจุดหลังชื่อ Flows ดังภาพ
    1. คลิก Run
    1. คลิก Run flow จะได้ดังภาพ เมล์จะถูกส่งไปเรียบร้อย คลิก Done เพื่อจบการทำงาน
    1. เมื่ออีเมลถูกส่งไปค่าต่างๆ ในไฟล์ excel และเราได้ใส่ในเนื้อเมล์จะถูกแทนที่ให้อัตโนมัติ
    1. จบขอให้สนุก
  • Hard links and junctions

    ntfs file system

    • NTFS สนับสนุนการ file links 3 แบบ
      • Hard links
      • Junctions
      • Symbolic
    • เราจะพูดถึง Hard links และ Junctions

    Hard links

    • ใช้แสดงถึงไฟล์เดียวกัน ในไดรฟ์เดียวกัน (same volume) ที่อยู่หลายโฟลเดอร์ (path)
    • แก้ไขไฟล์เดียวกันนี้ที่ใดที่หนึ่งก็จะเปลี่ยนแปลงทุกที่
    • ตัวอย่างที่ทำได้
    C:\dira\ethel.txt ชี้ไปที่ C:\dirb\dirc\lucy.txt
    
    D:\dir1\tinker.txt ชี้ไปที่ D:\dir2\dirx\bell.txt
    C:\diry\bob.bak ชี้ไปที่ to C:\dir2\mina.txt
    C:\a\1.txt ชี้ไปที่ C:\a\11.txt
    • ตัวอย่างที่ทำไม่ได้
    C:\dira ชี้ไปที่ to C:\dirb #โฟลเดอร์ทำ Hard link ไม่ได้
    C:\dira\ethel.txt ชี้ไปที่ to D:\dirb\lucy.txt #ชี้ไฟล์ที่อยู่คนละไดรฟ์ไม่ได้
    • สามารถลบไฟล์ใดไฟล์หนึ่งที่ชี้ไปก็ได้ โดยที่เนื้อหาข้างในจะยังคงอยู่ในไฟล์ที่เหลืออยู่

    วิธีสร้าง Hard links

    • ต้องใช้ cmd บน Windows 11 หรือ cmd ของ administrator บน Windows 10
    mklink /H ปลายทาง ต้นทาง
    • ตัวอย่างเช่น ต้องการทำ Hard link ชื่อ cadabra.txt ในโฟลเดอร์ dirb ชี้ไปที่ไฟล์ adabra.tx ในโฟลเดอร์ dira
    mklink /H c:\dirb\cadabra.txt c:\dira\adabra.txt
    • ดังภาพ

    Junction

    • เรียกอีกอย่างว่า Soft links ต่างจาก Hard links ตรงที่ใช้เชื่อมโยงโฟลเดอร์ ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน
    • ตัวอย่างที่เป็นไปได้
    C:\dira ชี้ไปที่ C:\dirb\dirc
    
    C:\dirx ชี้ไปที่ D:\diry
    • ตัวอย่างที่เป็นไม่ได้
    C:\dira\one.txt ชี้ไปที่ C:\dirb\two.txt #ใช้ Junction กับไฟล์ไม่ได้
    
    C:\dir1 ชี้ไปที่ Z:\dir2 
    #ไดรฟ์ Z โดยทั่วไปหมายถึงเน็ตเวิร์คไดรฟ์ ต้องเป็นโฟลเดอร์ในเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวกัน

    วิธีสร้าง Junction

    • เหมือนที่ผ่านมาต้องทำใน cmd บน Windows 11 หรือ cmd ของ administrator บน Windows 10
    mklink /J ปลายทาง ต้นทาง
    • ตัวอย่างต้องการสร้าง c:\dirx ชี้ไปที่ c:\dira\dirc
    • ดังภาพ สังเกตว่าตรง dirx จะเห็นเป็น <JUNCTION>
    • การลบ junction สามารถลบได้เลยโดยที่ต้นทางจะไม่ถูกลบด้วย
  • สร้าง chart ง่ายสุด ๆ ด้วย Power Point

    ตามหัวข้อเลยค่ะ อาจจะเป็นเรื่องที่ง่าย ๆ ที่บางคนรู้แล้ว แต่บางคนก็ยังไม่รู้ (รึปล่าว😁) เข้าเรื่องกันดีกว่าค่ะ👌 ปกติเราอาจจะใช้ word หรือลาก box ข้อความมา แต่วันนี้เราจะมาใช้ power point ทำแผนผังองค์กร หรือ chart อะไรก็ได้ ใช้เวลานิดเดียวและง่ายสุด ๆ เลยค่ะ สมมุติเรามีรายชื่อคนในองค์กร ตามตัวอย่าง

    จากนั้นจัดลำดับการเป็นหัวหน้าและลูกน้อง โดยใช้ปุ่ม Increase List Level

    หมายถึงรายชื่อที่เลือกเป็นลูกน้องของ ใบเฟิร์น สามารถเลือกรายชื่อที่ต้องการและคลิกปุ่ม Decrease List Level หรือ crease List Level เพื่อปรับลำดับตามต้องการ ดังรูป

    จากนั้นไปที่ Home –> Convert to SmartArt –> More SmartArt Graphics –> Hierarchy อยากได้ตัวไหนก็เลือกได้เลยค่ะ

    ก็จะได้ผังองค์กรทันทีเลย

    จากนั้นก็สามารถแก้ไข ปรับแต่งได้ คลิกเลือกที่รูปแล้วเลือกไฟล์รูปเพื่อปรับแต่ง คลิกที่ชื่อเพื่อปรับสี ขนาดตัวอักษรได้ ที่ “SmartArt Design” เราสามารถเลือกเปลี่ยน theme สีได้ที่ “Change Colors” แต่หากต้องการปรับแต่งเองให้คลิกที่ “Convert to Shapes” แต่ข้อควรระวังถ้าเลือก “Convert to Shapes” แล้วจะแก้กลับไม่ได้แล้วนะ แค่นี้เองค่ะ ง่ายมากเลยใช่มั๊ยหล่ะ😉 อ่านมาถึงแล้วก็ขอขอบคุณทุกกำลังใจ😍นะคะ

  • วิธีใช้ Power Query ดึงข้อมูลจาก PSU Web API

    PSU Web API เป็นเว็บที่ให้บริการข้อมูลในรูปแบบ JSON ทุกท่านที่มี PSU Passport สามารถสมัครเพื่อขอใช้บริการได้ที่เว็บไซต์ api.psu.ac.th โดยปัจจุบันข้อมูลที่เปิดให้บริการแล้วคือ ข้อมูลส่วนกลาง ข้อมูลระบบสารสนเทศนักศึกษา และข้อมูลระบบสารสนเทศบุคลากร สำหรับทุกท่านที่สนใจใช้บริการข้อมูลสามารถศึกษาวิธีการได้จากคู่มือของระบบค่ะ

    วันนี้จะขอนำเสนอวิธีการดึงข้อมูลจาก PSU Web API ที่ให้บริการออกมาเป็นรูปแบบตารางด้วย Power Query ใน Microsoft Excel 365 กันค่ะ ซึ่งการดึงข้อมูลด้วย Power Query นี้น่าจะเหมาะสำหรับคนที่ไม่ถนัดในการเขียนโปรแกรมเพื่อดึงข้อมูลมาใช้งานกันค่ะ

    STEP 1 : เชื่อมต่อกับแหล่งข้อมูล PSU Web API

    • คลิกเมนู Data –> Get Data –> From Other Sources –> From Web
    • ตัวอย่าง แสดงการดึงข้อมูลชื่อปริญญาที่ให้บริการจากระบบ PSU Web API
    • ป้อน URL ตามรูปแบบที่กำหนด ศึกษาได้จากคู่มือการใช้งานของระบบ (ตามตัวอย่างให้แสดงข้อมูล 100 รายการ)
    • คลิกปุ่ม OK

    STEP 2 : ตั้งค่า Power Query Editor

    • ระบบแสดงผลลัพธ์ข้อมูล 2 ส่วน คือส่วน paging ลักษณะข้อมูลเป็น Record และส่วนของ data ซึ่งจะมีลักษณะข้อมูลเป็น List ซึ่งภายใน List จะมี Record ซ้อนอยู่ข้างในอีกที
    • ตั้งชื่อ Query Name : Degree
    • คลิก Convert Into Table เพื่อแปลงผลลัพธ์ 2 ส่วนออกมาเป็นตาราง

    STEP 3 : ทำการ Transpose และแตก List ข้อมูล

    • คลิกเมนู Transpose –> Reverse Rows เพื่อสลับให้ paging เป็น First Row
    • คลิก Use First Row as Header เพื่อเตรียมแตก List ในคอลัมน์ data ออกมา
    • คลิกปุ่ม Expand ที่หัวตารางของคอลัมน์ Column2 แล้วคลิก Expand to New Rows เราก็จะได้ Record ออกมาในแต่ละบรรทัด
    • คลิกปุ่ม Expand ที่หัวตารางของคอลัมน์ Column2 อีกครั้ง
    • สามารถคลิกเลือกหรือไม่เลือกคอลัมน์ที่ต้องการหรือไม่ต้องการได้
    • คลิกไม่เลือก Use original column name as prefix
    • คลิกปุ่ม OK ระบบแสดงข้อมูลจำนวน 100 รายการตามที่กำหนดจาก PSU Web API
    • คลิกเมนู Home –> Close & Load เพื่อเสร็จสิ้น

    STEP 4 : Power Query ดึงข้อมูลจาก PSU Web API มาแสดงเป็นตารางเรียบร้อยแล้วค่ะ

    ^_^ หวังว่าโพสนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ

  • วิธีรวมข้อมูล Excel จากหลายชีทเข้าด้วยกันเป็นตารางเดียวด้วย Power Query

    Power Query เครื่องมือสำคัญของ Power BI และ Microsoft Excel 2016 | 2019 | 365 ที่จะช่วยจัดการข้อมูลให้ได้ตามต้องการ ไม่ว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน การเปลี่ยนประเภทข้อมูล การจัดตารางหรือคิวรี การจัดคอลัมน์ การจัดการข้อมูลที่บกพร่อง การรวมข้อมูล การแยกข้อมูล การปรับแต่งข้อมูล และการสร้างรูปแบบข้อมูล

    จุดเด่นของ Power Query

    • รวบรวมข้อมูลได้จากหลายแหล่ง หลากหลายรูปแบบ
    • ใช้งานง่าย มีปุ่มเมนูให้ใช้งาน
    • ทุกการกระทำจะถูกบันทึกไว้เป็น Steps สามารถแก้ไข สลับลำดับ หรือลบ Steps ที่ทำไว้ได้อย่างง่ายดาย
    • รองรับการทำงานที่ Advance มากขึ้นด้วย M Code ซึ่งเป็นภาษาพิเศษของ Power Query

    ในการใช้งาน Microsoft Excel เราอาจจะมีความจำเป็นที่จะรวมรวมข้อมูลจากหลาย ๆ ซีทเป็นตารางเดียว เพื่อให้สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อ วันนี้จึงจะขอนำเสนอความสามารถของ Power Query เพื่อรวมข้อมูล Excel แต่ละชีทรวมเป็นตารางเดียวโดยเริ่มจาก

    STEP 1 : ทำการแปลงข้อมูลในแต่ละชีทให้เป็นตาราง

    • เนื่องจาก Power Query จะทำงานกับข้อมูลในรูปแบบที่เป็นตาราง ดังนั้นต้องดำเนินการแปลงข้อมูลแต่ละชีทให้เป็นตาราง
    • ภายในชีท HATYAI คลิกเซลล์ A1
    • คลิกเมนู Insert –> Table
    • ระบบเลือกช่วงข้อมูลที่ต้องการให้อัตโนมัติ
    • เลือก My table has headers
    • คลิกปุ่ม OK
    • กำหนด Table Name : T_HATYAI
    • ดำเนินการเช่นเดียวกันในชีทที่เหลือโดยตั้งชื่อตาราง T_PATTANI, T_PHUKET, T_SURAT, T_TRANG ตามลำดับ

    STEP 2 : รวมข้อมูลเป็นตารางเดียวด้วย Power Query

    • คลิกเมนู Data –> Get Data –> From Other Sources –>Blank Query
    • ระบบแสดงหน้าต่าง Power Query Editor

    STEP 3 : กำหนดรายละเอียดของ Query

    • ตั้งชื่อ Query Name : ALL_CAMPUS
    • พิมพ์ฟังก์ชัน “=Excel.CurrentWorkbook()” ซึ่งเป็นภาษา M ที่อยู่เบื้องหลังของ Power Query เพื่อแสดงตารางข้อมูลทั้งหมดในไฟล์ Excel ของเรา
    • เราสามารถ Filter เพื่อเลือกรวมเฉพาะตารางข้อมูลที่ต้องการเท่านั้นได้
    • สมมุติเราต้องการรวมเฉพาะตารางเฉพาะที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร ‘T’ เราสามารถทำได้โดยคลิกที่ Text Filters –> Begins With….
    • กรอกตัวอักษร T ลงไป คลิกปุ่ม OK

    STEP 4 : กำหนดรายละเอียดของคอลัมน์

    • สามารถเลือกหรือไม่เลือกคอลัมน์ที่ต้องการหรือไม่ต้องการได้
    • กำหนดเงื่อนไขไม่เลือก Use original column name as prefix กรณีเลือกจะมีชื่อ Content นำหน้าชื่อคอลัมน์เช่น Content.Subject ID Content.Subject Code เป็นต้น
    • คลิกปุ่ม OK ระบบแสดงข้อมูลที่เกิดจากการรวมของตารางข้อมูลตามเงื่อนไข
    • คลิกปุ่ม Close & Load ระบบจะทำการรวมข้อมูลทั้ง 5 ชีทไว้ที่ชีท ALL_CAMPUS

    STEP 4 : Power Query รวมข้อมูล Excel จากหลายชีทเข้าด้วยกันเป็นตารางเดียวเรียบร้อยแล้วค่ะ

    ^_^ หวังว่าโพสนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ

  • วิธีการแยกคำนำหน้าชื่อ ชื่อและนามสกุล ที่รวมอยู่ในช่องเดียวกันใน Microsoft Excel

    ในการใช้งาน Microsoft Excel เราคงจะเคยเจอปัญหาที่ข้อมูลมีทั้งคำนำหน้าชื่อ ชื่อและนามสกุล รวมอยู่ในช่องเดียวกัน แต่การนำไปใช้งานของเราต้องการที่จะแยกคำนำหน้าชื่อ ชื่อและนามสกุลออกจากกันเป็นคนละช่อง

    วันนี้จะขอนำเสนอสูตรเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้น มาดูกันเลยคะว่าทำยังไง ในการแก้ปัญหานี้จะต้องใช้ฟังก์ชันหลายฟังก์ชัน รวมทั้งเทคนิคการคำนวณแบบ Array ของ Excel ผสมผสานกันโดยเริ่มจาก

    STEP 1 : สร้างคอลัมน์สำหรับการแสดงผล และสร้าง List รายการคำนำหน้าชื่อที่คอลัมน์ I

    STEP 2 : ทำการแปลง TITLE_LIST เป็นตาราง เพื่อความสะดวกในการจัดการข้อมูลคำนำหน้าชื่อและการอ้างอิงข้อมูล

    • คลิกเซลล์ I1
    • คลิกเมนู Insert –> Table
    • ระบบเลือกช่วงข้อมูลที่ต้องการให้อัตโนมัติ
    • เลือก My table has headers
    • คลิกปุ่ม OK
    • กำหนด Table Name : TITLE

    STEP 3 : ทำการแยกเฉพาะคำนำหน้าชื่อมาแสดงที่คอลัมน์ D ด้วยฟังก์ชัน SEARCH , MATCH และ INDEX

    =INDEX(TITLE[TITLE_LIST],MATCH(1,SEARCH(TITLE[TITLE_LIST],B2),0))

    ฟังก์ชัน SEARCH : ค้นหาสตริงข้อความหนึ่งภายในสตริงข้อความที่สอง และส่งกลับตัวเลขที่เป็นตำแหน่งเริ่มต้นของสตริงข้อความแรกจากอักขระแรกของสตริงข้อความที่สอง

    ไวยากรณ์ : SEARCH(find_text,within_text,[start_num])

    กรณี

    • ถ้าไม่พบค่าของ find_text จะส่งกลับ #VALUE! เป็นค่าความผิดพลาด
    • กรณีพบค่าของ find_text ส่งกับตัวเลขที่เป็นตำแหน่งเริ่มต้นของสตริงข้อความแรกจากอักขระแรกของสตริงข้อความที่สอง
      • กรณี find_text เป็นช่วงข้อมูล จะส่งค่ากลับเป็นเลข 1

    ฟังก์ชัน MATCH : ค้นหารายการที่ระบุช่วงในเซลล์ แล้วส่งกลับตําแหน่งสัมพันธ์ของรายการนั้นในช่วง ตัวอย่างเช่น ถ้าช่วง A1:A3 มีค่า 5, 25 และ 38 สูตร =MATCH(25,A1:A3,0) จะส่งกลับตัวเลข 2 เนื่องจาก 25 เป็นรายการที่สองในช่วง

    ไวยากรณ์ : MATCH(lookup_value, lookup_array, [match_type])

    ฟังก์ชัน INDEX : ส่งกลับค่าจากภายในตารางหรือช่วงข้อมูล

    ไวยากรณ์ : INDEX(array, row_num, [column_num])

    STEP 4 : ทำการแยกชื่อและนามสกุลออกจากคำนำหน้าชื่อมาแสดงที่คอลัมน์ C ด้วยฟังก์ชัน SUBSTITUTE

    =SUBSTITUTE(B2,D2,””)

    ฟังก์ชัน SUBSTITUTE : ใช้แทนที่ข้อความเดิม old text ด้วยข้อความใหม่ new text ส่วน instance_num ใช้เพื่อระบุตำแหน่งการแทนที่ ซึ่งถ้าไม่ระบุ old text จะถูกเปลี่ยนด้วย new text ทั้งหมด

    ไวยากรณ์ : SUBSTITUTE(text, old_text, new_text, [instance_num])

    STEP 5 : ทำการแยกชื่อมาแสดงที่คอลัมน์ E ด้วยฟังก์ชัน LEFT และ SEARCH

    =LEFT(C2,SEARCH(” “,C2,1)-1)

    ฟังก์ชัน LEFT : ส่งกลับอักขระจำนวนหนึ่งที่อยู่ในลำดับแรกๆ ในสตริงข้อความ ตามจำนวนอักขระที่ระบุ

    ไวยากรณ์ : LEFT(text, [num_chars])

    STEP 6 : ทำการแยกนามสกุลมาแสดงที่คอลัมน์ F ด้วยฟังก์ชัน RIGHT , LEN และ SEARCH

    =RIGHT(C2,LEN(C2)-SEARCH(” “,C2,1))

    ฟังก์ชัน RIGHT : ส่งกลับอักขระสุดท้ายจำนวนหนึ่งในสตริงข้อความ ตามจำนวนอักขระที่ระบุ

    ไวยากรณ์ : RIGHT(text,[num_chars])

    ฟังก์ชัน LEN :  ส่งกลับเป็นจำนวนอักขระในสตริง

    ไวยากรณ์ : LEN(text)

    STEP 7 : แยกคำนำหน้าชื่อ ชื่อและนามสกุล ที่รวมอยู่ในช่องเดียวกันใน Microsoft Excel เรียบร้อยแล้วค่ะ

    ^_^ หวังว่าโพสนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ

  • Create a feedback form with NotionForms

    สวัสดีท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน มาค่ะ เรามาต่อกันใน Blog ที่ 4 ของรอบ TOR นี้
    ซึ่งผู้เขียนขอพาไปรู้จักกับ NotionForms

    ถ้าพร้อมแล้ว ไปค่ะ ไปเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน 😜


    NotionForms 💬
    NotionForms was created to help Notion users to achieve more with their favourite tool.
    Need a contact form? Doing a survey? Create a form in 3 minutes
    and receive responses directly in Notion.


    เอาจริงๆ หลายๆ ท่านก็คงจะรู้จักวิธีการสร้างฟอร์ม สร้างแบบสอบถาม ด้วยเครื่องมืออื่นๆ มาบ้างแล้ว เช่น google form, microsoft form หรือ อื่นๆ NotionForms ก็คล้ายๆ กับเครื่องมือเหล่านั้น อาจจะมีแตกต่างกันบ้างในเรื่องของลูกเล่น หรือฟังก์ชัน ให้เราได้ลองใช้งานกันค่ะ

    เมื่อพร้อมแล้ว เรามาทดลองสร้าง Form ด้วย NotionForms ตัวนี้กันเลย

    💡 หมายเหตุ : แบบฟอร์มที่เราสร้างขึ้นด้วย NotionForms ข้อมูลการตอบกลับจะถูกเก็บไว้ใน Notion

    Step 1

    ก่อนอื่นเราต้องสร้างฐานข้อมูลหรือตารางสำหรับจัดเก็บข้อมูลแบบฟอร์มของเราขึ้นมาก่อน ตัวอย่างใน Blog นี้ผู้เขียนขอสร้างตารางชื่อ Admission Feedback เก็บข้อมูล 4 column
    – name (type = text)
    – feedback (type = text)
    – the system is easy to use (type = select)
    – How do you feel after using the system (type = select)

    โดย column ที่อยู่ในรูปแบบ select เราก็จะเพิ่ม option เข้าไป เช่น column “How do you feel after using the system” ก็จะมี 2 option
    1. 👍 ฉันถูกใจสิ่งนี้
    2. 👎 ฉันไม่ถูกใจ

    📌 วิธีการสร้าง Table เก็บข้อมูลใน notion สามารถตามไปอ่านได้ใน Blog ก่อนหน้า จัดการข้อมูลง่ายๆ ด้วย Database Notion

    Step 2

    ไปยัง NotionForms

    คลิก Create Form จากนั้น Register ข้อมูล โดยใช้ Email เดียวกับตอนสมัครเว็บไซต์ Notion

    Step 3

    คลิก Create a new form

    Step 4

    ให้เลือก Notion Database Name สำหรับขั้นตอนนี้ให้เราระบุชื่อ Database ที่เราสร้างไว้ใน Notion (ตามในขั้นตอนที่ 1) จากตัวอย่างเราจะเลือก Database ที่ชื่อ Admission Feedback


    Step 5

    NotionForms จะดึงข้อมูล Column ทั้งหมดที่เราสร้างไว้ใน Admission Feedback จาก Notion ขึ้นมาแสดง เราสามารถปรับแต่งการแสดงผลของ Forms ได้ตามต้องการ (setting ได้ภายใต้ฟังก์ชันที่ใช้ฟรีอะนะทุกคน 😜)

    Step 6

    แนะนำให้เพื่อนๆ เลื่อนลงมาในส่วนของการ Custom Block เราสามารถกำหนดการแสดงผลข้อมูล Column ของเราได้ เช่น ปิด/เปิด การแสดงผลหัวข้อใน form ได้ และยังสามารถ setting ค่าอื่นๆ เพิ่มเติมได้

    Step 7

    ตัวอย่างแบบฟอร์มนี้ผู้เขียนต้องการให้ Column ที่เป็น Type select ทั้ง 2 รายการ แสดงข้อมูล Option ภายในที่เรากำหนดเอาไว้ทันที โดยไม่ต้องคลิกเลือกจาก Dropdownlist ในฟอร์ม

    วิธีการ คือ ในส่วนของ Custom Block ให้ผู้ใช้ทดลองคลิก ⚙️ หลัง column จากนั้นเลื่อนหาส่วน select Option ให้ ✅ หน้าช่อง Always show all select options.

    Step 8

    ตัวอย่างผลลัพธ์การแสดงผลของ Form ที่ได้จากการตั้งค่าของเรา ก็จะแสดง Option ภายในที่เรากำหนดไว้ หากเราพอใจแล้ว ต้องการนำ Form ดังกล่าวไปใช้ต่อ ให้เพื่อนๆ คลิก “Create Form” ได้เลย

    Step 9

    NotionForms ก็จะ Generate URL ขึ้นมาให้เราซึ่งสามารถ copy และนำไปใช้ต่อได้เลย

    ตัวอย่างการนำมา embed ไว้ใน Notion Page ของเรา เพียงเท่านี้เราก็จะได้หน้าสำหรับเก็บ Feedback จากลูกค้าแบบน่ารัก น่าใช้ สวยงาม ด้วยเวลาอันรวดเร็ว

    👍👍👍


    เป็นยังไงกันบ้างค่ะ ผู้เขียนก็ยังคงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Blog นี้จะมีประโยชน์กับใครหลายๆคน ให้สามารถนำไปปรับใช้ หรืออย่างน้อยได้มาทำความรู้จัก เห็นหน้าค่าตากับเจ้าตัวที่ชื่อว่า NotionForms กันไม่มากก็น้อย

    💜💙💚 ตามคติ รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหามมม นะทุกคน 💚💙💜

    📍 พบกันใหม่ใน Blog หน้า ส่วนจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ตอนนี้ผู้เขียนก็ยังนึกไม่ออกแหละ 555+ เอาเป็นว่าเจอกันใหม่โอกาสหน้าน๊า ….. 🙂

  • จัดการข้อมูลง่ายๆ ด้วย Database ใน Notion

    สวัสดีท่านผู้อ่านทุกๆ ท่าน สำหรับ Blog ที่ 3 ในรอบ TOR นี้ ผู้เขียนขอแนะนำการสร้าง Database เก็บข้อมูลบน Notion กันค่ะ

    📍 Blog นี้จะไม่ลงลึกในส่วนการสมัครใช้งาน notion แต่จะเน้นในส่วนของการสร้าง Table เพื่อเก็บข้อมูล

    Notion 💬
    Notion is a workspace with lots of tools to help you stay organized and productive.
    You can use notes, tasks, wikis and databases to manage projects, tasks, ideas and more.

    📲 More than a doc. Or a table. Customize Notion to work the way you do.


    📢 หากผู้อ่านอยากรู้ว่า Notion คืออะไร สามารถไปอ่านได้ที่ More than noting “Notion” ซึ่งมีสมาชิกผู้ร่วมอุดมการณ์เขียนแบบย่อๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้ว

    มาค่ะ เรามาเริ่มขั้นตอนการสร้าง Database Notion กัน —>> สมัครใช้งาน Notion คลิกที่นี่ 📌

    ตัวอย่าง Blog นี้จะแนะนำการสร้าง Table สำหรับเก็บข้อมูลบันทึกการแจ้งปัญหาการใช้งานจากลูกค้า


    📝 Step 1 — เมื่อเราสมัครใช้งานให้เรียบร้อยแล้ว ให้เราเลือก Add a page ขึ้นมาจาก Sidebar ด้านซ้ายมือ

    📝 Step 2 — ตั้งชื่อ Page ตามต้องการ ตัวอย่างนี้ขอตั้งชื่อ “Report Problem” และเลือก Database รูปแบบ “Table”

    📝 Step 3 — เลือก New database เพื่อเริ่มต้นกำหนดและสร้าง Table เพื่อเก็บข้อมูลในรูปแบบที่เราต้องการ

    📝 Step 4 — กำหนด column ที่เราต้องการลงใน Table ตัวอย่างจะเก็บข้อมูล 5 column (ผู้อ่านสามารถทดลองกำหนดในรูปแบบตามที่ตนเองต้องการได้เลย)

    • รายละเอียดของปัญหา (Type = Text)
    • Category (Type = Multi-select)
    • ชื่อผู้แจ้ง (Type = Text)
    • หมายเลขติดต่อกลับ (Type = Phone)
    • วันที่แจ้ง (Type = Date)

    📝 Step 5 — เรามาทดสอบเพิ่มข้อมูลลง Table กัน ให้เอาเมาส์ไปชี้บน record ว่าง ใน column แรก เลือก OPEN ก็จะปรากฏหน้าจอให้เราเพิ่มรายละเอียดข้อมูลตามรายการ Column ที่เราสร้างไว้

    💡 แนะนำให้ทดลองเพิ่มเข้าไปหลายๆ รายการนะ

    📝 Step 6 — เมื่อสร้างรายการเรียบร้อยแล้ว เรามาลองนำข้อมูลรายการดังกล่าวที่อยู่ในมุมมอง Table ไปแสดงในมุมมองอื่นๆ –>> ให้เราคลิกสัญลักษณ์ +

    📝 Step 7 — เราสามารถเลือก View ได้หลายมุมมอง เช่น Calendar, Board, Timeline, List หรือ Gallery ตัวอย่างนี้ขอทดลองแสดงในรูปแบบ Calendar ละกันนะ

    💡 เราสามารถ Customize การแสดงผลข้อมูลในหน้าดังกล่าวเพิ่มเติมได้นะ ให้คลิกตรงจุด 3 จุดหน้าปุ่ม New ตามในรูป จากนั้น หน้าต่าง notion ก็จะ View Option ขึ้นมาให้เราสามารถกำหนด หรือปรับเปลี่ยนได้ตามต้องการ

    📌 สะดวก ใช้งานง่าย มี Template มากมาย รวมทุกฟังก์ชันไว้ในที่เดียว แนะนำ Notion นะทุกคน ! 📌


    📢 สุดท้าย ท้ายสุด ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Blog นี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านไม่มากก็น้อยค่ะ แล้วพบกันใหม่
    Blog หน้า จะมาแนะนำการสร้าง Notion Form เพื่อสร้างแบบสำรวจ หรือแบบฟอร์มเก็บข้อมูล Feedback จากลูกค้ากันค่ะ

  • เล่าเรื่องเกี่ยวกับ cloning Windows (Windows 11)

    ผมได้ทำ google form สอบถามเกี่ยวกับการ cloning ต้นฉบับ Windows เพื่อนำไป cloned ลงยังเครื่องอื่น ๆ ในห้องปฏิบัติการหรือสำนักงาน

    ได้ข้อสรุปและคำถามมาดังนี้

    แผนภูมิ ข้อมูลจากแบบสอบถามใช้ซอฟต์แวร์ใดในการ cloning Windows

    มีผู้เข้ามาตอบจำนวน 14 คน ได้ผลสรุปตามรูปภาพ
    o มีผู้ที่ตอบว่าใช้ PSU12-Sritrang (opensource.psu.ac.th) จำนวน 7 คน
    o มีผู้ที่ตอบว่าใช้ โปรแกรมอื่น จำนวน 4 คน
    o มีผู้ที่ตอบว่าใช้ FogProject (fogproject.org) จำนวน 2 คน
    o มีผู้ที่ตอบว่าใช้ PSU12-Fog (opensource.psu.ac.th) จำนวน 1 คน

    โปรแกรมอื่นที่เลือกใช้ในการ cloning Windows มีดังนี้
    o Clonezilla
    o Aomei backupper
    o Acronis True Image ทำทีละเครื่อง
    o Acronis True Image 2014 premium (ใช้ในการ clone เครื่องในสำนักงาน)
    o Norton Ghost with Windows 7 PE ใช้งานร่วมกับ PSU12-Sritrang
    o Norton ghost

    ความคิดเห็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเตรียม Windows ห้องคอมพิวเตอร์ มีดังนี้
    1.การติดตั้ง Windows11 และการปรับแต่งให้เหมาะสมสำหรับใช้ในห้องปฎิบัติการคอมพิวเตอร์
    2.ทั้ง PSU12-Sritrang และ PSU12-fog ใช้โคลน windows 10 ได้ดี และทั้งการโคลนและสูตรการจัดการให้บริการห้องแลปด้วย PSU 12 Sritrang สามารถใช้บริหารจัดการห้องแลปคอมที่ใช้ windows 10 ได้ดีครับ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการเลือกบูต OS ได้ แต่การเลือก Boot OS ด้วย windows 11 จากการทดลองไม่สามารถทำได้แล้วเพราะมีการจัดการ Partition ในรูปแบบใหม่
    3.อยากให้เปิดการอบรมPSU12-Sritrang(opensource.psu.ac.th)อีกครั้งครับเพราะทำกับเครื่องจริงแล้วมีปัญหาหลายอย่าง
    4.ปัญหาการ Cloning Windows กับ SSD ssd nvme m.2
    5.ปัญหาเกี่ยวกับต้องใส่ cd key เสมอเวลา cloning windows ใหม่
    6.อยากทราบว่ามีท่านใดใช้โปรแกรมใดในการ clone harddisk ที่เป็น ssd เพราะ software รุ่นเก่าจะมองไม่เห็น เท่าที่ดู พาทของ /dev/sda ก้จะเปลี่ยน
    7.PSU12-Sritrang Support Windows11 มั้ยคับ

    ผมจะขอให้ข้อมูลเท่าที่พอจะมีความรู้นะครับ

    O เกี่ยวกับ PSU12-Sritrang (opensource.psu.ac.th)

    เนื่องจากผมทำชุดติดตั้งสำหรับ cloning Windows คือ PSU12-Sritrang (opensource.psu.ac.th) นั่นคือ ต้องมี server 1 ตัว ผมเลือกใช้ ubuntu server ทดสอบล่าสุดใช้ได้เพียง ubuntu server 20.04 เมื่อทดสอบกับ ubuntu server 22.04 จะเริ่มมีปัญหาในขณะ Boot client จึงยังคงไว้ที่รุ่นนี้ มาพูดถึงการ cloning Windows นั้น ชุดติดตั้งนี้รองรับเพียงแค่ Windows ที่สามารถจัดการ partition แบบ MBR ได้เท่านั้น เมื่อดู Windows 11 แล้วจะพบว่า ทำไม่ได้ แล้ว หากว่าเครื่อง clients ที่ลง Windows ยังสามารถทำ partition แบบ MBR ได้ ไม่ว่าจะเป็น disk ชนิด SATA หรือ SSD nvme M.2 ชุดติดตั้งนี้รองรับครับ ตั้งแต่รุ่น sysresccd-5.1.2-16.04-dvd-psu12-sritrang-server-autopartition-offline-2019-12-13.iso ครับ ปัจจุบันล่าสุดคือ sysresccd-5.1.2-20.04-dvd-psu12-sritrang-server-autopartition-offline-2022-03-18.iso

    หากใช้ PSU12-Sritrang รุ่นใด ๆ แล้วทดสอบกับคำสั่งดังนี้
    grep SSD /var/www/cloning/backup.sh
    ไม่พบข้อความ
    use for M.2 SSD

    ให้ดาวน์โหลดชุดติดตั้งได้ ซึ่งจะแบ็กอัพไฟล์เดิมไว้ให้ก่อนเขียนทับ backup.sh, welcome.sh และ multicast.sh
    wget https://ftp.psu.ac.th/pub/psu12-sritrang/download/diskselect/installdiskselect.sh
    bash installdiskselect.sh

    O เกี่ยวกับ PSU12-Fog (opensource.psu.ac.th)

    ชุดติดตั้งนี้ ผมเลือกใช้ FogProject 1.5.9 มาใช้เป็นตัว cloning Windows ซึ่งจะเป็นแบบ Web-base GUI โดยผมปรับปรุง script เดิมของ PSU12-Sritrang ตัดส่วนที่เป็น cloning ทิ้งไป คงเหลือส่วนที่เป็น dhcp server เอาไว้ ซึ่งผมขอแนะนำให้ใช้ชุดนี้เพราะว่า รองรับ M.2 SSD และรองรับ partition หลากหลายชนิด ผมทดสอบแล้วกับ Windows 11 สามารถทำต้นฉบับและ cloning ได้ครับ

    ตัวอย่างการตั้งค่า BIOS เครื่องที่ทดสอบ ลง Windows 11 ดังนี้
    Power
    Power On by Onboard LAN = Enabled
    BIOS Setup Utility
    Secure Boot = Disabled
    Boot Options
    CSM = Disabled
    Launch PXE OPROM = UEFI
    Launch Storage OPROM = UEFI
    Launch Video OPROM = UEFI
    Boot Filter = UEFI
    Boot Priority Order
    1st Boot Device = [UEFI: PXE IPv4…]
    2nd Boot Device = [Windows Boot Manager]

    และที่โปรแกรม Web-base GUI FogProject
    เมนู Image ให้ตั้ง Host EFI Exit Type แบบ REFIND_EFI

    O เกี่ยวกับ FogProject (fogproject.org)

    FogProject รองรับ M.2 SSD และรองรับ partition หลากหลายชนิด ผมทดสอบแล้วกับ Windows 11 สามารถทำต้นฉบับและ cloning ได้ครับ แต่เท่าที่สำรวจดูที่เว็บไซต์ จะพบว่า เวอร์ชั่นล่าสุด ยังหยุดอยู่ที่ 1.5.9 ซึ่งรองรับ ubuntu 20.04 เท่านั้น หากนำไปติดตั้งใน ubuntu 22.04 ณ วันที่เขียนบทความนี้ ติดตั้งไม่สำเร็จ เพราะว่า FogProject จะมีการระบุ php เวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า php8 ซึ่ง php8 เป็นค่า default ของ ubuntu 22.04 ครับ FogProject รองรับ M.2 SSD และรองรับ partition หลากหลายชนิด ผมทดสอบแล้วกับ Windows 11 สามารถทำต้นฉบับและ cloning ได้ครับ

    O ปัญหาเกี่ยวกับต้องใส่ cd key เสมอเวลา cloning windows ใหม่

    มีคำแนะนำว่า ให้ใช้แผ่นจาก Volume Licensing เพราะปกติมันจะใส่ key ที่เป็น KMS ไว้ให้แล้ว แค่ set ให้ถูกก็จะ activate เอง

    O การติดตั้ง Windows11 และการปรับแต่งให้เหมาะสมสำหรับใช้ในห้องปฎิบัติการคอมพิวเตอร์

    เรื่องนี้ เราไปคุยกันในเฟสบุ๊คกรุ๊ปนี้กันดีมั้ยครับ Smart computer lab (Cloning and computer management) ที่ https://www.facebook.com/groups/1916830435076306

    หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับแอดมินที่ดูแลเรื่องนี้ครับ