Category: Browsers

  • Chrome ~ Live Caption

    กราบสวัสดีคุณผู้อ่านทุกๆ ท่านนนน … blog วันนี้ ผู้เขียนจะขอว่าด้วยเรื่องของ Google Chrome Live Caption !!

    คาดว่าหลายๆ ท่านอาจจะเคยเจอปัญหาเช่นเดียวกับผู้เขียน เช่น เมื่อเราต้องการดูข้อมูลวิธีการอะไรสักอย่างนึง เราก็จะ Search google เพื่อหาข้อมูล บ่อยครั้งที่ข้อมูลที่เราได้จะอยู่ในรูปแบบของวิดีโอ ซึ่งมีผู้รู้หลายๆ ท่านมาแชร์เอาไว้

    และก็บ่อยครั้งอีกเช่นเดียวกัน ที่ความรู้เหล่านั้นอยู่ในรูปแบบภาษาอังกฤษ (ซึ่งทักษะภาษาอังกฤษของผู้เขียนก็ … นะ T T)

    ปัญหาของผู้เขียนก็คือ ฟังไม่ทัน ฟังไม่เข้าใจ เค้าพูดอะไร !! 55+ ดังนั้นผู้เขียนจึงหาข้อมูล หาวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยให้ตัวเองสามารถเข้าใจในข้อมูลเหล่านั้นได้เพิ่มมากขึ้น ในระยะเวลาที่จำกัด ค้นไปค้นมา นั่นแน่ … ก็มาเจอกับ Feature ใหม่ของ Google Chrome

    ที่มีชื่อว่า Live Caption นั่นเอง

    Live Caption บน Google Chrome แปลง่ายๆ เลยก็คือ มันจะช่วยขึ้น Subtitle ให้เราสามารถอ่านตามไปได้ และสามารถใช้งานได้ดีกับวิดีโอบน youtube หรือแม้กระทั่ง Podcast (แต่ปัจจุบันยังรองรับแค่ภาษาอังกฤษ เท่านั้นนะ)

    คำถามถัดมา แล้วเราจะทำยังไงให้ Google Chrome ของเรา แสดง Live Caption ได้ละ … ไป ไปเริ่มตั้งค่ากันเลย

    step 1 : เปิด Browser google chrome ขึ้นมาก่อน จากนั้นไปที่จุด 3 จุด มุมขวาบนของ Browser —> เลือก Settings

    step 2 : เลือกเมนู Advance

    step 3 : เลือก Accessibility

    step 4 : สุดท้ายเลือก on คำสั่ง live caption ตามในรูปเล้ยยยย

    เมื่อเราตั้งค่าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็มาดูผลลัพธ์กัน ว่าจะเป็นยังไง หน้าตาที่ได้ก็ประมาณตามวิดีโอตัวอย่างด้านล่างนี้นะ

    จริงๆ แล้วจากที่หาข้อมูลพบว่า Feature Live Caption ตัวนี้เนี่ย เค้าออกแบบมาเพื่อสนับสนุนผู้มีปัญหาทางการได้ยิน แต่เอาจริงๆ นะ ผู้เขียนมองว่ามันมีประโยชน์ไม่น้อยเลยกับคนทั่วไป ถึงแม้ตอนนี้จะยังคงรองรับเพียงแค่ภาษาอังกฤษ แต่นั่นผู้เขียนก็มองว่ามันดีมากๆ แล้ว แถมยังสามารถใช้ได้ทั้งการดูวิดีโอแบบออนไลน์ และ ออฟไลน์ เลยด้วย ดีมากจริงๆ

    ยังไงก็แล้วแต่ ผู้เขียนก็หวังเหมือนเดิมอีกเช่นเคย หวังว่า blog นี้จะยังคงมีประโยชน์กับหลายๆ คน ไม่มากก็น้อย แนะนำให้ลองไปใช้กันดูนะทุกคน

    ขอบคุณแหล่งที่มา : ข่าวไอทีใน https://www.techhub.in.th/ ไว้น่ะที่นี้แง๊บบบบ

  • Remote ไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นด้วย Chrome Browser

    การใช้งานเทคโนโลยีการทำงานระยะไกลหรือการ remote จากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่อง นับว่ามีความจำเป็นเพิ่มขึ้นมากในปัจจุบัน ซึ่งตัวระบบปฏิบัติการเองก็มีเครื่องมือรองรับ เช่น ใน Windows จะมี Remote Desktop นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ที่รองรับการทำงานลักษณะนี้ เช่น TeamViewer หรือ AnyDesk ซึ่งบางซอฟต์แวร์หากใช้งานในลักษณะฟรี ก็อาจจะมีข้อจำกัดในการใช้งานบ้าง ดังนั้นในบทความนี้จะนำเสนอการใช้งาน remote ผ่าน chrome browser ซึ่งสามารถใช้งานได้ฟรี และค่อนข้างจะรองรับการทำงานทั่ว ๆ ไปได้ โดยไม่จำกัดเรื่องการเข้าใช้งาน (บางซอฟต์แวร์อาจจะมีการจำกัดจำนวนครั้งในการใช้งานในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นต้น)

    เตรียมการเบื้องต้นก่อนการใช้งาน

    1. ติดตั้ง chrome browser ทั้งฝั่งเครื่องต้นทางและฝั่งเครื่องปลายทาง
    2. เตรียมบัญชีผู้ใช้งานสำหรับ google หรือ google account เพื่อใช้สำหรับ remote

    ขั้นตอนการติดตั้งและตั้งค่า Extensions “Chrome Remote Desktop”

    1. การใช้งาน remote ผ่าน chrome browser นั้น อันดับแรกจะต้องทำการติดตั้ง Extensions เพิ่มก่อน ซึ่งก็คือ Chrome Remote Desktop ซึ่งช่องทางการดาวน์โหลดสามารถทำได้จากเมนูที่อยู่ในหน้าจอ chrome ได้เลยดังรูป โดยการกดที่เมนู Apps

    ถ้าไม่เจอเมนู Apps ให้ไปที่เมนู Bookmarks และเลือก Show bookmark bar ดังรูป

    จะปรากฏแถบว่าง ๆ ใต้ช่อง URL ซึ่งแถบนี้ก็คือ bookmark bar นั่นเอง

    คลิกขวาที่ bookmark bar จากนั้นเลือกเมนู Show apps shortcut

    เมื่อกดเลือกเมนู Apps แล้ว ในหน้าจอ chrome จะปรากฏรายการดังนี้

    เลือก Web Store เพื่อเข้าไปดาวน์โหลด Chrome Remote Desktop

    2. ในช่อง Search the store พิมพ์ chrome remote desktop เพื่อค้นหา

    กดเลือก Chrome Remote Desktop จะเข้าสู่หน้าจอการติดตั้ง extension นี้เพิ่มเติมให้กับ chrome browser

    เมื่อกดปุ่ม Add to Chrome จะมีกล่องข้อความถามเพื่อยืนยันการติดตั้ง ให้กดปุ่ม Add extension เพื่อยืนยัน

    เมื่อติดตั้งสำเร็จจะมีข้อความแจ้งดังรูป

    สังเกตว่าหลังช่อง URL จะปรากฏไอคอน

    ซึ่งมีไว้สำหรับแสดงและเรียกใช้งาน extensions ที่ติดตั้งไปนั่นเอง

    3. ทำการติดตั้ง Chrome Remote Desktop ทั้งฝั่งเครื่องต้นทางและปลายทางที่ต้องการ remote

    4. การเรียกใช้งานสามารถทำได้ดังรูป

    จากนั้นเลือก Chrome Remote Desktop

    5. ก่อนที่จะทำการ remote หรือตั้งค่าการ remote จะต้องทำการ login บน chrome browser ก่อนด้วยบัญขี google ที่ได้เตรียมไว้

    6. เริ่มต้นการตั้งค่าครั้งแรกโดยเลือก Remote Access ซึ่งครั้งแรกสุดจะต้องติดตั้งโปรแกรมเพิ่มเติมก่อน

    กดตรงไอคอนดังรูป เพื่อดาวน์โหลดโปรแกรมติดตั้งเพิ่มเติม

    ไฟล์ติดตั้งชื่อ chromeremotedesktophost.msi

    รันไฟล์นี้เพื่อทำการติดตั้งโปรแกรม หรือกดยอมรับและติดตั้งจากหน้าจอ chrome browser ดังรูป

    ในขั้นตอนการติดตั้งจะมีให้ตั้งชื่อเครื่อง

    จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนในการสร้างรหัส PIN โดย PIN นี้ใช้สำหรับให้เครื่องต้นทางที่ต้องการ remote เข้ามา ทำการกรอกเพื่อเชื่อมต่อ

    เมื่อตั้งค่าเสร็จสิ้นทั้งเครื่องต้นทางและปลายทางแล้ว ในบัญชี google เดียวกัน จะเห็นเครื่องที่เราได้ตั้งค่า remote ไว้ดังรูป

    7. สามารถแก้ไขชื่อเครื่องและตั้งค่ารหัส PIN ใหม่โดยเลือกที่ไอคอน

    จะเข้าสู่หน้าจอการตั้งค่าดังรูป

    8. การปิดการเชื่อมต่อระยะไกล สามารถทำได้โดยการเลือกที่ไอคอน

    เมื่อปิดการเชื่อมต่อแล้วสามารถกลับมาเปิดใหม่ได้อีกครั้งดังรูป

    9. เริ่มต้นการ remote โดยเลือกรายการที่เป็น อุปกรณ์ระยะไกล

    จากนั้นจึงใส่รหัส PIN ที่ได้ตั้งค่าไว้สำหรับเครื่องนั้น ๆ (เครื่องปลายทาง) ก็จะสามารถ remote เข้าไปที่เครื่องปลายทางได้

    เมื่อ remote สำเร็จแล้ว สามารถควบคุมการทำงานจากเครื่องต้นทางได้เสมือนไปทำงานอยู่ที่เครื่องปลายทาง

    ส่วนด้านขวาของหน้าจอจะมีสัญลักษณ์คล้ายหัวลูกศร สำหรับใช้เพื่อเรียกเมนูสำหรับปรับแต่งและควบคุมการทำงานของหน้าจอ remote

    การตั้งค่าการควบคุมระยะไกล หรือ Remote Support

    การตั้งค่าการควบคุมระยะไกล หรือ Remote Access ที่ได้กล่าวถึงไปก่อนหน้านี้ เป็นการตั้งค่าสำหรับการรีโมต โดยอาศัยบัญชี google บัญชีเดียวกันเพื่อ remote ไปมาระหว่างเครื่องสองเครื่องหรือมากกว่า แต่หากต้องการ remote โดยใช้บัญชี google อื่นสามารถตั้งค่าได้ในส่วนของ Remote Support ซึ่งการใช้งานในลักษณะนี้เหมาะกับการที่จะให้ผู้ที่ทำงานอยู่อีกเครื่องทำการ remote เข้ามาช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาที่หน้าจอของอีกฝ่าย เช่น ผู้ดูแลระบบ remote ไปช่วยดูปัญหาที่เครื่องของผู้ใช้ โดยทั้งผู้ดูแลระบบและผู้ใช้ที่ต้องการความช่วยเหลือ ต่างก็มีบัญชี google เป็นของตัวเอง

    1. ลักษณะการใช้งาน Remote Support จะเป็นการสร้างรหัส PIN สำหรับการเข้าถึงเป็นครั้ง ๆ ไป
    2. หน้าจอการใช้งาน จะแบ่งเป็นสองส่วน คือ ฝั่งรับการสนับสนุน และฝั่งให้การสนับสนุน

    3. ฝั่งเครื่องที่ที่ต้องการรับการสนับสนุน ต้องทำการสร้างรหัสสำหรับให้เครื่องที่จะเข้ามาสนับสนุนทำการกรอกดังรูป

    4. ฝั่งเครื่องที่จะเข้ามาสนับสนุน หรือ remote เข้ามาช่วยเหลือ จะต้องได้รับแจ้งรหัสตัวเลขที่ทางฝั่งเครื่องปลายทางแจ้งมา เพื่อนำมากรอกในส่วนของ ให้การสนับสนุน

    จากนั้นกดปุ่มเชื่อมต่อ

    5. เมื่อฝั่งเครื่องที่จะเข้ามาสนับสนุนกรอกรหัสและกดปุ่มเชื่อมต่อ ฝั่งเครื่องที่ขอรับการสนับสนุน จะปรากฏข้อความให้ยืนยันว่าจะยอมรับการเชื่อมต่อหรือไม่

    เมื่อตอบ Share แล้ว ฝั่งเครื่องที่จะ remote เข้ามาก็จะสามารถเชื่อมต่อเข้ามาที่เครื่องที่ขอรับการสนับสนุนได้

    และฝั่งผู้รับการสนับสนุนสามารถหยุดการเชื่อมต่อได้โดยเลือก Stop Sharing จากแถบเมนูด้านล่าง

    เบื้องหลังการทำงาน

    สำหรับการทำงานเบื้องหลัง จะมี Service ที่ชื่อ Chrome Remote Desktop Service ที่คอยตรวจสอบและจัดการเรื่องการเชื่อมต่อ

    ดังนั้น หากมีปัญหาเชื่อมต่อไม่ได้อาจจะตรวจสอบว่า service นี้ยังทำงานอยู่หรือไม่

    อ้างอิง สามารถดูข้อมูลการตั้งค่าและการใช้งานเพิ่มเติมได้ที่

    https://support.google.com/chrome/answer/1649523?co=GENIE.Platform%3DDesktop&hl=en

  • Print หน้าเว็บ Clean Clean ด้วย Print Friendly & PDF

    บทความนี้จะมาแนะนำ Extension กันอีกเช่นเคยนะคะ วันนี้ขอนำเสนอ Print Friendly & PDF ค่ะ

    Extension ที่จะทำให้เรา Print หน้าเว็บที่สนใจได้แบบ Clean Clean และยังสามารถจัดการรูปแบบได้ตามที่ต้องการก่อนพิมพ์ได้ด้วย
    ภาพโฆษณาต่างๆ จะไม่มีให้รก และเรายังสามารถลบข้อความหรือรูปภาพที่ไม่ต้องการออกไปได้ก่อนที่จะพิมพ์ ซึ่งต่างการจาก Print หน้าเว็บแบบเดิมที่เราไม่สามารถจัดการหน้าเว็บก่อนที่จะพิมพ์ได้

    Extension ตัวนี้จึงช่วยทำให้เราประหยัดน้ำหมึกและกระดาษที่จะใช้ Print ค่ะ (งานรักษ์โลกก็มา) การใช้งานก็ง่ายมาก ๆ เลยค่ะ ^^

    Features มีอะไรบ้าง

    • Print Preview -> ปรับและแสดงเนื้อหาของการพิมพ์ให้เหมาะสมที่สุด
    • Edit Before Printing  – >ปรับแต่งขนาดของรูปภาพ และข้อความ หรือจะลบรูปภาพ ข้อความที่ไม่ต้องการออกไปได้ (เลือกพิมพ์เฉพาะสิ่งที่เราต้องการ)
    • Print or Save as PDF -> Print ทันที หรือจะบันทึกเป็น PDF ไว้ก็ได้ หรือจะส่งอีเมลก็ได้ (น่าจะเพิ่มมาตอนหลังมั้ง)

    เร่ิ่มจากติดตั้ง Extension ตัวนี้ให้กับ ฺBrowser ของเรากันก่อนนะคะ โดยเมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้วเราก็จะพบว่ามี icon ของ Print Friendly & PDF เขียว ๆ ขึ้นมา ก็เป็นอันติดตั้งส่วนขยายให้กับ Browser ของเราเรียบร้อยแล้วละค่า

    มาเริ่มใช้งานกันดีกว่าค่ะ วันนี้ผู้เขียนอยากจะ print นิทานไปฝากเด็ก ๆ ค่ะ เจอนิทานบนเว็บ kapook ที่สนใจแล้วค่ะ เรื่อง นิทานดาวลูกไก่ https://baby.kapook.com/view227107.html

    ไปที่หน้าเว็บที่สนใจจะ Print (หรือใครจะส่ง Email หรือจัดเก็บเป็น PDF ก่อนก็ได้) แล้วก็กด icon ของ Print Friendly & PDF ได้เลยค่ะ

    เมื่อกด Print Friendly & PDF แล้ว เอกสารจะแสดงขึ้นมาให้ ซึ่งจะเห็นว่า ภาพโฆษณาไม่มีติดมาเลย และได้มีการปรับและแสดงเนื้อหาของการพิมพ์ให้เหมาะสม ซึ่งเราก็ยังสามารถที่จะจัดการเนื้อหาและรูปภาพก่อนที่จะ Print ได้ตามต้องการอีก ดังนี้

    • ปรับขนาดของตัวอักษร และขนาดของรูปภาพ
    • ลบข้อความ หรือรูปภาพที่ไม่ต้องการออไป

    หลังจากปรับแต่งตามที่ต้องการ (ผู้เขียนลดขนาดภาพลงหน่อย และลบข้อความบางส่วนออกไป) แล้วก็เป็นอันเสร็จ เราจะสั่ง Print เอกสารเลย หรือจะส่งเป็น Email หรือจะ บันทึกเป็น PDF ก็ได้นะคะ

    เดีี่ยวลองสั่ง Print นะคะ ผลลัพธ์ก้จะได้ออกมาแบบ นี้ดีงามมาก ๆ เลยละค่า ฮรี่ๆๆ

    ในส่วนของการส่ง Email และบันทึก PDF ก็ลองไปใช้งานกันดูนะคะ สำหรับบทความนี้ก็ขอจบลงเพียงเท่านี้นะคะ ขอบคุณมากค่ะ จุ๊บบายยย

    Ref : https://www.printfriendly.com/about

  • เก่งจริงจริงเลยนะ ตัวแค่เนี้ยะ – บันทึกข้อมูลด้วย Noteblock กล่องจิ๋วแต่แจ๋ว

    กลับมาพบกันอีกแล้วค่า หลังจากที่ห่างหายไปอันเนื่องมาจากเทศกาลที่มีมากมายซะเหลือเกินค่ะ ไหนจะปีใหม่เอย ตรุษจีนเอย อีกทั้งงานราช งานหลวงก็มะรุมมะตู้มเข้ามาแบบพร้อมใจกันให้ผู้เขียนหายใจแบบหืดขึ้นคอจนไม่ได้มีเวลามาขีด ๆ เขียน ๆ เลยละค่ะ

    บทความนี้ว่ากันด้วยเรื่องของ Extension บน Chrome กันอีกเช่นเคยนะคะ วันนี้ขอนำเสนอ Extension ที่มีชื่อว่า Noteblock ค่ะ

    เจ้าตัว Extension ตัวนี้เป็น Extension ขนาดเล็ก (จิ๋ว) แต่ความสามารถไม่ได้เล็ก ๆ ตามขนาดนะคะ (แต่แจ๋ว) เพราะเจ้า Noteblock นั้น เป็นกล่องบนบราวเซอร์ที่จะมาช่วยให้เรา note ข้อมูลที่เราต้องการแบบที่ว่ามี idea อะไร อยากจะเก็บข้อมูลอะไร ก็พิมพ์พิมพ์ไว้ก่อน ได้แบบรวดเร็วเลยละค่า

    อย่างผู้เขียนเนี่ย จะใช้ Noteblock เป็น Tool อีกตัวนึง ด้วยความที่ต้องรับเรื่อง/รับปัญหาเกี่ยวกับการใช้งานระบบต่าง ๆ จาก User ในแต่ละวัน จากแต่ก่อนก็ใช้ Notepad note ข้อมูล (ด้วยภาษาที่เราเข้าใจแบบคนเดียว &743%@^&%$@) ไว้ก่อนบันทึกเข้าระบบเก็บสถิติบริการถาม-ตอบ ซึ่งต้องเสียเวลาในการ save เก็บไว้ในเครื่อง บวกกับนิสัย (ไม่น่ารัก) ที่จะชอบเก็บอะไร ๆ (โยนปึ้ง !) ไว้ก่อนบน Desktop เสมอ ก็จะรกหน้าจอเต็มไปหมดเลย

    และด้วยความที่ต้องเข้าออก Web App อยู่แล้ว ก็เลยหยิบเอา Noteblock มาใช้ซะเลย พอใช้ Noteblock แทน Note ของเราจะไม่ถูกแปะเอาไว้บน Desktop ให้รกแล้ว แถมยังไม่ต้องเสียเวลาในการ save ด้วย เพราะว่า Noteblock นั่นจะบันทึก Note ของเราบนเว็บบราวเซอร์ด้วยวิธี local storage แบบถาวรเอาไว้ โดยข้อมูลจะหายไปก็ต่อเมื่อเราไป clear เท่านั้นค่ะ
    แถมการเก็บข้อมูลที่แบ่งออกเป็น tab ได้นั้น ยังช่วยให้ง่ายต่อการจัดการข้อมูลอีกด้วยนะคะ

    ไม่เพียงเท่านี้ Noteblock นั้นยังมีความสามารถอื่น ๆ อีกนะคะ ดังนี้

    • ส่ง Note ที่เราบันทึกไว้ไปยังอีเมลได้
    • ดาวน์โหลด Note ที่บันทึกไว้ ออกมาเป็น ไฟล์ .txt ได้
    • จัดการ Note ของเราแยกเป็น tab และตั้งชื่อ tab เหล่านั้นได้ ซึ่งช่วยให้ง่ายต่อการจัดการ Note ของเราค่ะ
    • ปรับเปลี่ยนขนาดของกล่อง Note ได้

    รู้จัก Noteblock กันพอประมาณแล้ว ใครที่สนใจอยากจะลองใช้งานดู เรามาเริ่มจาก ติดตั้งเจ้า Noteblock กันก่อนค่ะ

    ติดตั้ง Noteblock ให้ Chrome

    1. ไปที่ลิงก์ https://chrome.google.com/webstore/category/extensions ค้นหาส่วนขยาย Noteblock และกดปุ่ม Add to Chrome เพื่อเริ่มการติดตั้ง Noteblock ให้กับ Chrome

    2. Chrome แสดงกล่องยืนยันการติดตั้ง Noteblock กดปุ่ม Add extension เพื่อยืนยันการติดตั้ง และรอจนกว่าจะสิ้นสุดการติดตั้ง

    เมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว จะมี icon Noteblock ที่มุมขวาบนของ Chrome โผล่ขึ้นมาเพื่อให้กดใช้งานค่ะ

    เริ่มใช้งาน Noteblock กัน!

    วิธีการใช้งาน Noteblock ง่าย ๆ ก็คือ คลิก icon Noteblock ก็จะมีกล่อง Noteblock โผล่ขึ้นมาบนบราวเซอร์ให้เราได้บันทึกข้อมูล ใครที่เป็นห่วงว่าเมื่อปิดบราวเซอร์ไปข้อมูลที่บันทึกไว้จะหายไปนั้น ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ ข้อมูลก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมค่ะ อย่างที่บอกไว้ว่า Noteblock จะจัดเก็บข้อมูลของเราด้วยวิธี local Storage ข้อมูลจะถูก clear เมื่อเราลบออกไปเองค่ะ

    • หากต้องการเพิ่ม tab ข้อมูล tab ใหม่ ให้คลิกเครื่องหมาย + ก็จะมี tab Document พร้อมพื้นที่ว่าง ๆ ขึ้นมาให้เราค่ะ
    • หากต้องการเปลี่ยนชื่อ tab ก็ Double Click บน tab นั้น ๆ จะมีกล่องขึ้นมาให้ป้อนชื่อ tab ตามที่ต้องการแล้วก็กดปุ่ม SAVE เท่านี้ก็เป็นอันเปลี่ยนชื่อ tab เรียบร้อยแล้วล่ะคะ
    • ส่วนใครอยากส่ง note ที่เราได้บันทึกไว้ ไปทางอีเมล ก็คลิกปุ่ม Email แล้วก็ดำเนินการส่งได้เลยนะคะ
    • และหากต้องการดาวน์โหลดออกมาเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา ก็คลิกปุ่ม Download จะได้ไฟล์ชื่อตามชื่อ tab ที่ตั้งไว้ (แก้ไขชื่อไฟล์ได้) นามสกุล .txt มาเก็บไว้ในเครื่องของเราค่ะ
    • หากต้องการลบข้อมูลใน tab ไหนออกไป ก็คลิกเลือก tab นั้น ๆ แล้วกดปุ่มเครื่องหมาย x ก็เป็นอันลบเรียบร้อยแล้วแล้วละคะ

    เป็นอย่างไรบ้างคะ ใช้งานง่ายมาก ๆ เลยใช่มั้ยคะ ลองนำไปปรับใช้ดูนะคะ น่าจะเป็น Extension อีกตัวหนึ่งที่มีประโยชน์กับเราค่ะ ใครจะ Note อะไรก็ได้ตามใจชอบ

    แล้วพบกันใหม่บทความหน้านะคะ

  • ฝึกภาษาด้วย Mate Translate

    สวัสดี หนีห่าวววว ท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้ทางผู้เขียนมี extension ดีๆ ที่ลงตัว มาแนะนำให้ได้รู้จักกันอีกแล้วเน้อ ไม่ต้องเกริ่นมาก ไปดูกันเลยดีกว่า

    จริงๆ แล้ว ณ ปัจจุบัน ถ้าจะพูดถึงการแปลภาษา extension หรือเว็บที่เราคุ้นชินกันมาก ถึงมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น google translate กันใช่มั้ย ซึ่งการทำงานของ เจ้าตัว google translate เนี่ยก็ถือว่าดีอยู่แล้วเช่นเดียวกัน แต่ก็นะ ชีวิตนี้จะรู้จักแค่อันนี้อันเดียวก็คงจะดูโลกแคบไปหน่อยนึง วันนี้ผู้เขียนเลยอยากจะลองนำเสนอ extension แปลภาษาดีๆ อีกสักตัวนึง ให้ทุกคนได้รู้จัก เจ้าตัวนี้มีชื่อว่า “Mate Translate” นั่นเอง

    Mate Translate จะเหมาะกับผู้ใช้ที่เน้นอ่านบทความต่างประเทศ ฝึกภาษา และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือ สำหรับใครที่ชื่นชอบการดู Netflix และฝึกภาษาจากการดูหนังดูซีรีย์ เชื่อเถอะเจ้า Mate Translate จะช่วยให้การแปลภาษาในระหว่างการดูหนังง่ายขึ้นไปอี๊กกกก เพียงแค่ คลิกบนคำศัพท์ หรือข้อความในส่วน subtitles ที่ขึ้นบนหน้าจอ ตัว extension Mate ก็จะแปลความหมายของคำนั้นขึ้นมาให้เราอ่าน ง่ายม๊ากกก เพียงแค่คลิกเดียวจริงๆ นะเออ

    ไม่ใช่แค่เพียงภาษาอังกฤษนะ ตัวช่วยตัวนี้สามารถแปลภาษา คำ วลี ประโยค ได้ถึง 103 ภาษา แถมยังสามารถฟังการออกเสียงอย่างถูกต้องได้ด้วย ปะ ติดตั้งกันเลย

    1. เข้าไปที่ webstore ของ google chrome ได้เลย หรือ ตามนี้นะ https://chrome.google.com/webstore/category/extensions จากนั้นค้นหาคำว่า Mate Translate (ตัวที่หน้าตาสีเขียวๆ นั่นแหละ)

    2. คลิกปุ่ม “เพิ่มใน Chrome” หรือ “Add to Chrome” ได้เลย

    3. ระบบก็จะถามซ้ำอีกครั้ง เราก็เลือกปุ่ม “เพิ่มส่วนขยาย” เพื่อยืนยันการติดตั้งไปอีกครั้ง

    4. เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะปรากฏ icon เล็กๆ ตรงมุมบนด้านขวาของหน้าจอ

    เมื่อคลิกครั้งแรกก็จะปรากฏหน้าต่างให้เรายอมรับเงื่อนไข จากนั้นก็คลิก Continue ต่อได้เลย

    5. เรามาทดลองตั้งค่าก่อนการใช้งานกันก่อนเลยละกัน คลิกบน icon จากนั้นเลือก “ตั้งค่า” (ตรงสัญลักษณ์ฟันเฟืองนะ) เมื่อเราคลิกแล้วก็จะได้หน้าตาประมาณนี้

    ปล..ระดับเราๆแล้ว ไม่ต้อง upgrade หรอก ใช้ version ฟรีนั่นแหละ 55+

    หลักๆ ก็จะมาดูในส่วนของ on-page ละกัน ตัวอย่างเช่น

    • double click translation ก็เปิด on ได้เลย เวลาเราเจอคำที่ต้องการแปลก็แค่ double click ไปบนคำนั้น ตัวช่วยก็จะแปลความหมายขึ้นมาให้เราเองทันที ไม่ต้อง copy แล้วว่าง
    • tooltip size ก็สามารถเลือกได้ว่าหน้าจอที่แสดงคำแปลเนี่ย จะเอาขนาดไหน
    • translate Netflix subtities ก็คือเมื่อเราคลิกบนคำใน subtitles บนหนัง หรือ วีดีโอที่ดูใน Netflix มันก็จะแปลความหมายขึ้นมาให้เราเลย ***เหมาะมากสำหรับคนที่ฝึกภาษาด้วยซีรีย์เนี่ยยย !!

    จริงๆ แล้วอยากให้ลองดูกันนะ ตัวช่วยแปลดีๆเนี่ย ไม่ได้มีแค่ google translate นะจ๊ะทุกคนนนนน อย่างไรก็ตามทางผู้เขียนหวังว่า blog นี้จะช่วยเหลือ หรือมีประโยชน์กับผู้อ่านได้ ไม่มากก็น้อยแหละนะ พบกันใหม่ครั้งหน้า สำหรับวันนี้ บ๊ายยยยย !!

    ขอบคุณแหล่งอ้างอิงดีๆ มา ณ ที่นี้ด้วยแง๊บ
    – https://www.9tana.com/node/5-chrome-extensions/

  • เค้าเอาไฟล์ MP4 บน Google Drive ไปแสดงใน Video Player บนเว็บได้อย่างไร

    สมมุติว่า เรามีไฟล์วิดีโอเป็น .mp4 อยู่ไฟล์หนึ่ง อยู่ใน Google Drive ต้องการเผยแพร่ เฉพาะบน Website ของเราเท่านั้น จะต้องทำอย่างไร?

    Javascript video player

    สิ่งแรกที่ต้องมีคือ ตัว Video Player บนเว็บ ลอง Google ด้วยคำว่า “javascript video player” ดู มีหลายตัวให้เลือกใช้ แต่ในที่นี้ ขอทดลองกับ video.js (เว็บไซต์ https://videojs.com )

    คลิกที่ USE NOW ( https://videojs.com/getting-started/ )

    จากนั้น ลองสร้างไฟล์ test.html โดยเอา Code จาก Video.js CDN ไปแปะเลย

    <head>
      <link href="https://vjs.zencdn.net/7.6.5/video-js.css" rel="stylesheet">
    
      <!-- If you'd like to support IE8 (for Video.js versions prior to v7) -->
      <script src="https://vjs.zencdn.net/ie8/1.1.2/videojs-ie8.min.js"></script>
    </head>
    
    <body>
      <video id='my-video' class='video-js' controls preload='auto' width='640' height='264'
      poster='MY_VIDEO_POSTER.jpg' data-setup='{}'>
        <source src='MY_VIDEO.mp4' type='video/mp4'> <!-- แก้ตรงนี้ -->
        <source src='MY_VIDEO.webm' type='video/webm'>
        <p class='vjs-no-js'>
          To view this video please enable JavaScript, and consider upgrading to a web browser that
          <a href='https://videojs.com/html5-video-support/' target='_blank'>supports HTML5 video</a>
        </p>
      </video>
    
      <script src='https://vjs.zencdn.net/7.6.5/video.js'></script>
    </body>

    จาก Code นี้ JavaScript จาะเรียกไฟล์ .MP4 จากไฟล์ชื่อ MY_VIDEO.mp4 ซึ่ง ถ้าเอา test.html นี้ไปวางบน Web Server ก็หมายความว่า เราต้องมีไฟล์ MY_VIDEO.mp4 ด้วย

    ไฟล์ MP4 บน Google Drive

    ตัวอย่างเช่น เราอาจอัดคลิปวิดีโอการสอน อยากจะเผยแพร่บนเว็บไซต์ของหน่วยงาน ผ่าน JavaScript Video Player อย่าง video.js ข้างต้น ก็สามารถทำได้ดังนี้

    1. แชร์ไฟล์ดังกล่าว ให้เป็น Anyone with the link can View
    2. แล้ว copy link นั้นมา หน้าตาประมาณนี้

      https://drive.google.com/open?id=FILE_ID
    3. จะเห็นคำว่า id= FILE_ID ตรงนี้ให้ Copy เก็บไว้

    แต่การที่เราจะเอา Link นี้ไปใช้ใน Video Player ตรง ๆ ไม่ได้ เพราะมันเป็นการเรียกใช้ Google Drive ไม่ใช่การเรียก File Content

    GoogleAPI

    วิธีการที่จะ Get Content ของไฟล์ที่ต้องการออกมากจาก Google Drive สามารถเรียกผ่าน Google API ซึ่ง หากจะทำเองก็สามารถทำได้ มีพวก node.js ให้ใช้งานอยู่ แต่พบว่า สามารถเรียกใช้ www.googleapis.com ได้ โดยอ้างอิงจาก https://googleapis.github.io/

    ในที่นี้ จะเรียกผ่าน Google Drive API ใน Version 3 รูปแบบ URL จะเป็นดังนี้

    https://www.googleapis.com/drive/v3/files/FILE_ID?alt=media&key=API_KEY

    ในการใช้งาน ต้องการ 2 ส่วน

    • FILE_ID ได้จากการแชร์ไฟล์ข้างต้น
    • API_KEY ได้มาจากการสร้าง Credential บน Google Cloud Platform วิธีการทำตามนี้ https://cloud.google.com/docs/authentication/api-keys

    การใช้งาน Google API นั้น มีส่วนทั้งที่ต้องจ่ายเงิน และส่วนที่ใช้ฟรี แต่ถูกจำกัด Quota ในกรณี Google Drive API สามารถใช้ได้ฟรี แต่จะมี Quota อยู่ โดยดูได้จาก https://developers.google.com/drive/api/v3/about-sdk

    ประกอบร่าง

    เมื่อได้ FILE_ID และ API_KEY มาแล้ว ก็เอาไปใส่ใน Code ข้างต้น

    <head>
      <link href="https://vjs.zencdn.net/7.6.5/video-js.css" rel="stylesheet">
    
      <!-- If you'd like to support IE8 (for Video.js versions prior to v7) -->
      <script src="https://vjs.zencdn.net/ie8/1.1.2/videojs-ie8.min.js"></script>
    </head>
    
    <body>
      <video id='my-video' class='video-js' controls preload='auto' width='640' height='264'
      poster='MY_VIDEO_POSTER.jpg' data-setup='{}'>
        <source src='https://www.googleapis.com/drive/v3/files/FILE_ID?alt=media&key=API_KEY' type='video/mp4'> <!-- เปลี่ยนตรงนี้ -->
        <source src='MY_VIDEO.webm' type='video/webm'>
        <p class='vjs-no-js'>
          To view this video please enable JavaScript, and consider upgrading to a web browser that
          <a href='https://videojs.com/html5-video-support/' target='_blank'>supports HTML5 video</a>
        </p>
      </video>
    
      <script src='https://vjs.zencdn.net/7.6.5/video.js'></script>
    </body>

    หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

    Disclaimer: จุดประสงค์ของบทความนี้ เพื่อแนะนำวิธีการทำเท่านั้น โปรดนำความรู้นี้ไปใช้งานอย่างสร้างสรรค์นะครับ ผู้เขียนบทความไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับผู้นำไปใช้ทั้งสิ้น

  • bit.ly สั้น ๆ สวย ๆ ง่ายนิดเดียว

    ต่อจาก bitly สายย่อ ซึ่งสะดวกมากแล้ว มีอีกขั้นตอนนึง ที่หลายคนอาจจะไม่ทราบมาก่อน

    ถ้าใช้ bitly สร้าง Short URL นั้นเราจะได้ URL แบบสุ่ม อย่างนี้

    http://bit.ly/2N3Tut7

    ซึ่ง จะเป็น Case Sensitive ซึ่งต้องพิมพ์ตัวพิมพ์ใหญ่/เล็ก ให้ถูกต้อง และบางทีอาจจะสับสนระหว่าง l (L – lower case) กับ เลข 1 หรือ I (I capital letter) ได้

    ถ้าอยากกำหนด สิ่งที่ตามมาข้างหลัง bit.ly/ ได้ เช่น

    http://bit.ly/psu-gafe

    สามารถทำต่อจากขั้นตอน bitly สายย่อ ใน Step 7 อีกนิดเดียวคือ

    ตรง Customize ด้านล่าง

    ใส่คำได้ตามใจชอบ แต่ต้องประกอบด้วย

    • ตัวอักษรภาษาอังกฤษ
    • ตัวเลขอาราบิก
    • เครื่องหมาย – และ _

    เท่านั้น

    จากนั้น คลิก Save ด้านล่าง ถ้าไม่ซ้ำกับใครที่เคยสร้างไว้ ก็สามารถใช้งานได้ครับ

    หวังว่าจะเป็นประโยชน์ครับ

  • Bitly สายย่อ

    ย่อ ย่อ ย่อ (เอ๊ะ เค้ามีกันแต่ โย่ว โย่ว โย่ว รึเปล่าหว่า) ย่อในความหมายของผู้เขียนรอบนี้นี่คือ ย่อลิงค์ที่มันย๊าว ยาววววววว ให้สั้นลง เพื่อที่เวลาจะส่งใน chat หรือแปะในหน้าเว็บ หรือเอาไปใช้งานต่อ มันจะได้ดูง่ายๆ ไง๊

    ตัวช่วยที่ว่านี้ก็คือ Bitly extension บน google chrome นั่นเอง แน่ะ … อยากรู้กันแล้วใช่มั้ย ปะ ไปกันเลย

    ปกติแล้วมันก็จะมีวิธีที่เราแปลงลิงค์ให้สั้นกันอยู่แล้วไง ใช่มั้ย ทุกคนน่าจะคิดกันแบบนี้น่ะ แต่ที่ว่าปกติที่เราทำกันเนี่ย มันหลายขั้นตอนไงละ ต้อง copy ลิงค์ เปิดหน้าเว็บช่วยแปลง วางลิงค์ กดแปลงลิงค์ให้สั้น กว่าจะได้ เห็นมั้ย หลายขั้นตอน !! มาใช้วิธีติดตั้ง Bitly extension กันเถอะ เหลือแค่ 2 คลิก เท่านั้นเอง !!! โอยยยย ชีวิตดีขึ้นมาทันทีเลย

    ขั้นตอนแรกนะ ติดตั้งกันก่อนเลย

    Step 1 เข้าไปดาวน์โหลด Bitly ผ่าน chrome webstore กันได้เลย เมื่อเจอแล้วให้คลิก “Add to Chrome” เลยน๊าาาา

    Step 2 เมื่อเราติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้สังเกตุมุมบนด้านขวาของหน้าจอนะ เห็นมั้ย สัญลักษณ์สีแดงเล็กๆ นั่นน่ะแหละ คลิกลงไป 1 ครั้ง

    Step 3 หลังจากคลิกปุ๊บ ก็จะปรากฏหน้าจอขึ้นมาตามรูป ก็ให้เราเลือก Sign in ได้เลย ว่าจะเข้าใช้งานด้วย Account ใด

    Step 4 เมื่อ Sign in เรียบร้อยแล้วก็จะเห็นหน้าจอแบบนี้นะ bitly ยินดีต้อนรับเราแล้วววว!!

    Step 5 จากนั้นให้คลิกที่ icon bitly ที่มุมบนด้านขวาอีกครั้งนึง ก็จะแสดงหน้าจอให้เรา allow การเข้าถึงข้อมูลของเรา หน้าตาประมาณนี้นะ เมื่อเห็นก็คลิก “Allow” ได้เลย

    Step 6 มาลองใช้งานกันดีกว่า จากตัวอย่างผู้เขียนจะทดสอบเปิดหน้าเว็บที่มีลิงค์ย๊าววว ยาว ขึ้นมาในหน้าต่าง (ตามรูปเล้ย) จากนั้น คลิก icon bitly บน browser ตรงมุมบนด้านขวานั่นเลย

    Step 7 ให้สังเกตุนะ พอเรากด icon bitly ปุ๊บ ก็จะแสดงหน้าต่างด้านขวาขึ้นมา ซึ่งจะขึ้น short link ที่แปลงจากลิงค์ย๊าววว ยาว ตะกี้ให้สั้นลง เพื่อที่จะสามารถนำไปใช้งานต่อได้ง่ายขึ้น ถ้าจะเอาไปส่งในแชท หรือเอาไปใช้ต่อ คลิก “copy” เพื่อคัดลอกลิงค์ได้เลย

    เป็นยังไงกันบ้างทุกคน ง่ายขึ้นมั้ย มันช่วยให้การทำงานของเราเร็วขึ้นจริงๆ นะ ติดตั้งเถอะ ! แนะนำ แนะนำ แนะนำ นี่แนะนำ 3 times เลยนะ ดีจริง จริ๊ง จึงนำมาบอกเล่าเก้าสิบกันต่อ

    หวังว่าทุกคนจะไปลองใช้กันดูนะ วันนี้ก็ขอจบ Blog ที่ 3 ไปเพียงเท่านี้เน้ออออออ

    อ้างอิง : http://bit.ly/2N3Tut7

  • จับภาพหน้าเว็บไซต์ ง่าย ๆ ฟรี ๆ ฟิน ๆ ด้วย FireShot Lite – Capture Page (ดูปากณัชชานะคะ แค็พ-เฉอะ)

    บทความนี้ว่ากันด้วยเรื่องของ Extension บน Chrome กันอีกซักตัวนะคะ คราวนี้นำเสนอ Extension ที่จะช่วยในการ capture หน้าเว็บ ซึ่ง Easy to use มาก ๆ และ Free forever กันไปเลยค่า นั่นก็ คือ FireShot Version Lite นั่นเองงงงง เย่ ๆ เอ้า ปรบบบมือรัว ๆ สิคะ รออัลลลลไล

    แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ (หยุดรัวแทบไม่ทัน) สำหรับ Version Lite ที่เราจะติดตั้งใช้งานกันวันนี้นั้น อาจไม่ได้มี feature ต่าง ๆ ที่จะดำเนินการกับภาพที่เรา capture มาได้มากมาย เช่น Custom watermarks Advanced Editor: Undo/Redo, Resize, Crop and Save features หรือ Microsoft OneNote support และบลา ๆ นะคะ ซึ่งหากเราต้องการใช้ feature ที่มีอีกมากมายเหล่านี้ได้นั้น ก็ต้อง Pay ให้กับ FireShot Version Pro กันค่ะ ตอนนี้มีโปรโมชั่น 1 แถม 1 (เอ้ย ไม่ใช่ Watsons Boots หรือ TOPS น่ะจ๊ะ) โปรโมชั่นลดราคาเหลือ US$ 39.95 อยู่ค่ะ

    ช้าก่อน !! อย่าเพ่งรีบสอย เพราะผู้เขียนคิดว่า Version Lite ก็เพียงพอกับการใช้งานทั่ว ๆ ไปแล้วละค่ะ อย่าง User ท่านไหนใช้งานเว็บไซต์แล้วเกิดเจอ error ครั้นจะโทรมาแจ้ง Support แล้วแจ้งรายละเอียด error ที่ยาว (มาก) นั้นว่าอย่างไร ก็คงลำบากไม่น้อย หรือเมื่อโทรมาแจ้ง Support ว่าใช้งานแล้ว error ส่วนใหญ่ Support ก็จะแนะนำให้ส่งภาพหน้าจอที่ว่า error นั้นมาเพื่อจะได้ตรวจสอบให้

    บางทีก็ทำม่ายโถ๊กกกก แต่บางคนก็สบายมากจ้า กดปุ่ม Print Screen หรือไม่ก็ใช้ Snipping Tool ที่มาพร้อมกับ Windows จับภาพ แต่ก็ต้องเสียเวลาในการวางภาพ แนบไฟล์ ส่งเมล กันอี๊กกก

    แต่ต่อจากนี้หากใช้งาน FireShot อะไรก็ง่ายๆ ก็สะดวกสบายมากขึ้นแล้วละค่า เพราะสามารถ capture หน้าเว็บปั๊บ ก็ส่ง Email ได้เลย (Account ผู้ส่งต้องเป็น Gmail) หลังจากนั้นโทรแจ้ง Support นิดหน่อย “ส่งภาพหน้าจอ error มาแล้วน่ะคะ/น่ะครับ” จบปิ๊ง สวย ๆ ทั้ง User และ Support พอคุยกันเข้าใจ อะไรๆ ก็ดีไปโหม๊ดดด 555+

    ของฟรีที่ดีก็มีในโลกนะเออ เอ้า ปรบมือรัว (ต่อ) สิคะ รออัลลลลไล และขอขอบคุณผู้พัฒนานะคะ ฮี่ ๆ

    ปล. ส่วนใครที่อยากทราบข้อมูลของ Version Pro กับ Lite ว่ามี Features อะไร แตกต่างกันบ้าง มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ลองเข้าไปดูข้อมูลเปรียบเทียบที่ลิงก์นี้ได้เลยค่ะ https://getfireshot.com/features.php

    เกริ่นกันซะยาวยืด ลิงหลับทั้งฝูงแย้ว มา ๆ ค่ะ สาระมีอยู่จริง มารู้จัก FireShot กันก่อนที่จะเริ่มใช้งานค่ะ เริ่มจากความสามารถในการจับภาพหน้าเว็บไซต์ก่อน ซึ่ง FireShot นั้นสามารถจับภาพหน้าเว็บได้ 3 รูปแบบด้วยกัน คือ entire page ,visible part และ selection ค่ะ อธิบายแต่ล่ะรูปแบบสั้นๆ ง่าย ๆ (ขอให้สั้นจริงๆ เห๊อะ) ดังนี้

    Capture entire page จับภาพเว็บไซต์แบบยาวทั้งหน้า

    Capture visible part จับภาพเว็บไซต์เฉพาะส่วนที่เรามองเห็นอยู่บนหน้าจอ เหมือนกับการกดปุ่ม Print Screen นั่นแหละค่ะ แต่แตกต่างกันที่ภาพที่ได้จากการใช้ FireShot นั้นจะเป็นแค่หน้าเว็บล้วน ๆ ไม่มีส่วนอื่นบนหน้าจอ (Browser /OS) ปนในภาพเลย

    Capture Selection จับภาพเว็บไซต์เฉพาะส่วนที่เราต้องการ เหมือนกันการใช้ Snipping Tool ของ Window แต่ต่างกันที่ FireShot จะจับภาพได้เฉพาะหน้าเว็บไซต์เท่านั้นค่ะ

    ส่วนการดำเนินการกับภาพหน้าเว็บที่ได้จากการ capture ด้วย FireShot Version Lite นั้น มีดังนี้ ค่ะ

    Save as Image บันทึกเป็นไฟล์รูปภาพชนิด PNG

    Save to PDF บันทึกเป็นไฟล์ PDF

    Email ส่งภาพหน้าเว็บที่ capture ไปยังอีเมลที่ต้องการจาก Account Gmail ของเรา โดยสามารถเลือกได้ว่าจะให้แนบเป็น PDF file หรือแนบเป็นรูปภาพชนิด PNG / JPG

    Copy to clipboard copy ภาพหน้าเว็บที่ capture เพื่อใช้ในโปรแกรมอื่นต่อ ด้วยการคลิกขวาบนรูป แล้วเลือก copy image ค่ะ และสุดท้าย

    Print สั่งพิมพ์ภาพหน้าเว็บที่ capture ไปยัง Printer ของเรานั่นเองงงงค่า

    เป็นยังไงละคะ FireShot นี้เจ๋งใช่เล่น ทั้งความสามารถที่มี แถมการันตีด้วยยอดผู้ใช้งานที่มีกว่า 2 ล้านราย หรูหราหมาเห่ามาก ๆ (อ่ะ น้องณัชชาม่ะพอ เนสตี้ สไปร์ทซี่ ก็มาเอี่ยวววว) 555+ เริ่มการติดตั้ง FireShot กันดีกว่านะคะ

    ติดตั้ง FireShot ให้กับ Chrome

    1.ไปที่ลิงก์ https://chrome.google.com/webstore/category/extensions ค้นหาส่วนขยาย FireShot และกดปุ่ม Add to Chrome เพื่อเริ่มการติดตั้ง FireShot ให้กับ Chrome

    2.Chrome แสดงกล่องยืนยันการติดตั้ง FireShot กดปุ่ม Add extension เพื่อยืนยันการติดตั้ง และรอจนกว่าจะสิ้นสุดการติดตั้ง

    เมื่อติดตั้งเรียบร้อยแล้ว จะมีปุ่ม FireShot ที่มุมขวาบนของ Chrome โผล่ขึ้นมาเพื่อให้กดใช้งานค่ะ เท่านี้ก็เป็นอันเรียบร้อย (จบปิ๊ง!)

    ใช้งาน FireShot กัน

    หากเราไปยังเว็บไซต์ใดแล้วอยากจะ capture หน้าจอเว็บไซต์นั้น ๆ ให้กดปุ่ม FireShot ที่มุมขวาบนของ Chrome เมื่อกดปุ่มแล้ว จะพบกับเมนูย่อยต่าง ๆ ซึ่งก็คือรูปแบบการ capture ทั้ง 3 รูปแบบของ FireShot ที่ได้อธิบายไปแล้วในตอนต้นนั่นเองค่ะ

    หรือจะคลิกขวาบนหน้าเว็บไซต์ที่เราต้องการ capture ก็ได้นะคะ แล้วกดลือก “Take Webpage Screenshots Entirely – FireShot” ต่อด้วยเลือกเมนูย่อย ตามรูปแบบการ Capture ที่เราต้องการค่ะ

    เรามาลอง capture แต่ละรูปแบบกันดูนะคะ ว่าผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร เริ่มจากจับภาพเว็บไซต์แบบยาวทั้งหน้า โดยคลิก “Capture entire page” นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นภาพหน้าเว็บไซต์ยาว ๆ ทั้งหน้าแบบนี้เลยค่า

    มาต่อกันที่จับภาพเว็บไซต์เฉพาะส่วนที่เรามองเห็นอยู่บนหน้าจอ ให้คลิก “Capture visible part” นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นภาพของเว็บไซต์เฉพาะส่วนที่เราเห็นบนหน้าจอของเราค่ะ

    แต่ถ้าหากเราต้องการจับภาพเว็บไซต์เฉพาะส่วนที่เราต้องการ นั้น ให้คลิก “Capture Selection” นะคะ ผลลัพธ์ที่ได้ก็จะเป็นภาพของเว็บไซต์เฉพาะส่วนที่เราได้เลือกตัดมาค่า

    เมื่อเรา capture เว็บไซต์แล้ว รอแว๊บนึง FireShot ก็จะแสดงหน้า Save Screenshot ขึ้นมา เพื่อให้เราดำเนินการกับภาพนั้น ๆ ต่อได้ โดยในหน้านี้ผู้เขียนขออธิบายแยกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน เพื่อให้เข้าใจง่าย ๆนะคะ

    อธิบายดังนี้ค่ะ

    • ส่วนแสดงภาพเว็บไซต์ เป็นส่วนที่จะแสดงภาพของเว็บไซต์ที่ได้จากการ capture ตามรูปแบบที่เราเลือก capture มานั่นเอง และ
    • ส่วนการดำเนินการกับภาพ เป็นส่วนที่ให้เราดำเนินการต่อกับภาพเว็บไซต์ที่ capture มา โดยสามารถเลือกได้ว่าจะดำเนินการอย่างไร  สำหรับ FireShot Version Lite สามารถดำเนินต่อกับภาพอย่างไรได้บ้างนั้น ก็ตามที่ผู้เขียนได้อธิบายไปแล้วตอนต้นนั่นแหละค่ะ (Save as Image, Save to PDF, Email, Copy to Clipboard และ Print)

    สำหรับวันนี้ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างการดำเนินการกับภาพแบบที่ capture มาปุ๊บ ก็แนบส่ง Email เลยนะคะ ส่วนแบบอื่น ๆ นั้น ให้ลองใช้งานกันดูนะคะ ง่ายมาก ๆ สบายบรื๋ออแน่นวลค่ะ

    มาเริ่มกันเลย!

    ที่หัวขัว Email (Account ผู้ส่งต้องเป็น Gmail นะคะ) ให้เลือกว่าเราจะแนบภาพเป็นไฟล์ชนิดอะไรไปใน Email ค่ะ ผู้เขียนต้องการแนบเป็น PDF file ก็คลิกเลือก “PDF” ค่ะ

    เมื่อคลิกเลือกแล้ว ครั้งแรกที่เราใช้งาน FireShot นั้น FireShot จะแสดงหน้าจอ FireShot – please allow the access to Gmail เพื่อเราขอสิทธิ์ให้กับ FireShot อนุญาตให้ FireShot จับภาพ และเปิดใช้งาน Gmail API  เราก็ Allow ให้เรียบร้อยนะคะ

    เมื่ออนุญาตเรียบร้อยแล้ว เราก็จะพบกับหน้าจอของ Gmail ของเราโผล่ขึ้นมา พร้อมหน้าต่างให้เราส่ง Email ค่า (Sign in ไว้ก่อนแล้ว) สิ่งที่เราต้องทำต่อก็แค่ ป้อนชื่อ Email ของผู้รับที่เราจะส่ง Email ไป ป้อน Subject และเนื้อหาของ Email แล้วก็กดปุ่มเพื่อส่ง Email ได้เลยค่า

    อ๊ะ !! เดี๋ยวก่อน แล้วไฟล์รูปภาพของเว็บที่จะแนบใน Email ละ ? ไม่ต้องแนบเองแล้วละค่ะ ก็เพราะว่า FireShot เค้าแนบมาให้เราเรียบร้อยแล้วค่า ฟิน ๆ  

    และผู้รับก็ได้รับ Email พร้อมไฟล์แนบแบบนี้ เรียบร้อยแล้วค่า Awesome!!

    อ้าว ปรบมือรัวๆ กันอีกซักรอบนะคะ ก่อนจะ Say Good Bye แยกย้ายกันไปทำงานที่เรารัก (มาก) และลากันไปก่อนสำหรับบทความนี้นะคะ บุยยยย

    อ้อ สำหรับ Browser อื่น ๆ – Edge, Opera, Firefox นั้น ก็สามารถติดตั้ง FireShot ได้เช่นกันนะคะ

    (ดูปากณัชชานะคะ อ๊อ-เซิม)

    ขอขอบพระคุณ :

    https://getfireshot.com
    https://dictionary.sanook.com/search/dict-computer/capture
    https://ภาษาอังกฤษออนไลน์.com/awesome-translate-pronunciation/
    https://www.beartai.com/beartai-tips/176323