Category: ไม่มีหมวดหมู่

  • วิธีนำข้อมูลตารางในไฟล์ PDF มาวิเคราะห์ต่อใน Excel ด้วย Power Query

    บ่อยครั้งที่เราต้องการนำข้อมูลจากตารางในไฟล์ PDF มาคำนวณหรือนำไปใช้วิเคราะห์ต่อใน Excel และมักจะพบปัญหาเวลา copy ข้อมูลมาใส่ใน Excel แล้ว Format ต่าง ๆ ของข้อมูลไม่ได้ดั่งใจ

    เมื่อทำการคลุมและ Ctrl + C เพื่อ Copy

    นำมาวางไว้ที่ไฟล์ Excel Ctrl+V  แล้วพบว่าข้อมูลที่วางลงไปมันไม่เป็นระเบียบเหมือนต้นฉบับ (เละเทะหนักมาก…)

    เราสามารถแก้ไขปัญหานี้ ได้ด้วยเครื่องมือที่ชื่อว่า Power Query ใน Excel โดยคำสั่งนี้จะมีใน Excel เวอร์ชัน (Excel 365, 2021) เป็นต้นไป

    วิธีการคือ……ไปที่แถบเมนู Data ซึ่ง Excel เวอร์ชันใหม่ๆ จะมี คำสั่ง From File >> From PDF

    ให้เลือกไฟล์ PDF ที่เราต้องการ Import เข้าสู่ Excel  

    เมื่อนำเข้ามาแล้ว… Excel จะให้เลือกว่าเราจะแสดงข้อมูลจากตารางในหน้าไหน หรือจะแสดงข้อมูลทั้งหมดในหน้าไหน หากข้อมูลที่ได้มาพร้อมใช้งาน เราสามารถเลือกที่ละหน้าหรือหลายๆหน้า โดยคลิกที่ Select multiple items มาแสดงใน Excel ได้

    ตัวอย่างไฟล์ PDF ที่ใช้มี 1 หน้า เมื่อเลือก Page001 แล้วให้คลิกที่ Load >> Load เพื่อนำข้อมูลมาแสดงในรูปแบบตาราง

    Wow… เพียงเท่านี้ Excel ของเราก็จะแสดงข้อมูลจากไฟล์ PDF มาเป็นตารางงามตา…พร้อมปรับแก้เพื่อใช้งานต่อไปได้

  • การตรวจสอบพื้นที่ใน One Drive

    1. เข้า web OneDrive https://emailpsuac-my.sharepoint.com
    2. คลิกที่รูปฟันเฟืองด้านขวา เลือก การตั้งค่า OneDrive

    3. เมนูด้านซ้ายคลิก การตั้งค่าเพิ่มเติม ด้านขวาคลิก เมตริกของที่เก็บข้อมูล

    4. ระบบจะแสดงการใช้พื้นที่ใน OneDrive

  • การเพิ่มเลขลำดับในตาราง MS WORD

    การเพิ่มเลขลำดับในตาราง MS WORD
    1. คลิกที่ cell แรกของตารางที่จะเพิ่มเลขลำดับ

    2. กด ปุ่ม Shift ค้าง แล้วเลือก cell สุดท้ายของตารางที่จะเพิ่มเลขลำดับ

    3. คลิกเมนู Home (1) => หัวข้อ (2) => เลือกรูปแบที่ต้องการ (3)

    4. ได้ผลดังรูป

    5. ทดสอบเพิ่มแถวในตาราง

    6.ได้ผลดังรูป

    7.ทดสอบลบแถวในตราง

    8.ได้ผลดังรูป

    จะพบว่า ทำการเพิ่มหรือลบแถวในตาราง ตัวเลขลำดับที่ในตารางจะยังคงเรียงได้อย่างถูกต้อง

  • เปลี่ยน Q&A รูปแบบหน้าเอกสาร ให้เป็นหน้าเว็บกัน

    การทำบันทึก Q&A ในรูปแบบกระดาษให้อยู่ในหน้าเว็บ จากงานที่เราทำอยู่เป็นงานถามตอบการใช้งานระบบ ซึ่งบางระบบจะผู้ใช้งานจะเป็นคนใหม่เสมอ ๆ เช่น ระบบรับสมัครนักศึกษา (Admission) ระบบข้อมูลพื้นฐานนักศึกษา เป็นต้น โดยได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อย และจัดทำในรูปแบบเอกสาร word ธรรมดา ในวันนี้เราจะมาทำให้อยู่ในรูปแบบหน้า web เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านของผู้ใช้กันค่ะ

    มาดูขั้นตอนกันเลย

    • ไปที่ Google Drive > +New > More > Google Apps Script แล้วเขียน code ดังรูป

    • จากนั้นเพิ่มหน้า index.html แล้วคัดลอก Code ตามลิงค์
      https://www.api-wat.com/2022/03/blog-post.html
    • แก้ไขให้เป็น FAQ ของเรา
    • จากนั้นบันทึกแล้วไปที่ Deploy > New development > Select type เป็น Web app > Who has access เลือก Anyone > Deploy > Done
    • จากนั้นไปที่ Deploy > Test deployments > คลิกลิงค์ที่ URL ก็จะแสดงผลตามที่ต้องการ ดังรูป
    • จากนั้นไปที่ Manage deployments ที่ URL Copy แล้วนำลิงค์นั้นไปแปะตามที่เราต้องการ

    ลองนำไปเล่นกันดูนะ ^_^

  • การติดตั้ง SSL บน apache2

    สำหรับ APACHE2
    1. สร้าง DH parameters
    #sudo openssl dhparam -out /etc/ssl/certs/dhparam.pem 4096

    2. เปิดใช้ module headers ของ apache2
    #sudo a2enmod headers

    3. แก้ไขแฟ้ม  /etc/apache2/mods-available/ssl.conf ดังนี้
    SSLProtocol -ALL +TLSv1.2 +TLSv1.3
    //บาง OS เช่น CENTOS ใช้ SSLProtocol ALL -TLSv1 -TLSv1.1 -SSLv3 -SSLv2
    SSLOpenSSLConfCmd DHParameters “/etc/ssl/certs/dhparam.pem”
    SSLHonorCipherOrder on
    SSLCompression off
    SSLSessionTickets off
    SSLOptions +StrictRequire

    //เปลี่ยนตามที่ตัวเองใช้
    SSLCertificateKeyFile /etc/apache2/certificate/STAR_oas.psu.ac.th.key
    SSLCertificateChainFile /etc/apache2/certificate/STAR_oas.psu.ac.th.ca-bundle
    SSLCertificateFile /etc/apache2/certificate/STAR_oas.psu.ac.th.crt

    SSLOpenSSLConfCmd ECDHParameters brainpoolP512r1
    SSLOpenSSLConfCmd Curves brainpoolP512r1:sect571r1:secp521r1:secp384r1
    SSLCipherSuite TLSv1.3 TLS_CHACHA20_POLY1305_SHA256:TLS_AES_256_GCM_SHA384

    SSLCipherSuite ECDHE-ECDSA-AES128-GCM-SHA256:TLS13_AES_128_GCM_SHA256:TLS13_AES_256_GCM_SHA384:TLS13_CHACHA20_POLY1305_SHA256:TLS_ECDHE_RSA_AES_256_GCM_SHA384:TLS_DHE_RSA_AES_256_GCM_SHA384:TLS_ECDHE_RSA_CHACHA20_POLY1305_SHA256:TLS_DHE_RSA_CHACHA20_POLY1305_SHA256:TLS_DHE_RSA_AES_256_CCM_8:TLS_DHE_RSA_AES_256_CCM:TLS_ECDHE_RSA_ARIA_256_GCM_SHA384:TLS_DHE_RSA_ARIA_256_GCM_SHA384:TLS_ECDHE_RSA_AES_128_GCM_SHA256:TLS_DHE_RSA_AES_128_GCM_SHA256:TLS_DHE_RSA_AES_128_CCM_8:TLS_DHE_RSA_AES_128_CCM:TLS_ECDHE_RSA_ARIA_128_GCM_SHA256:TLS_DHE_RSA_ARIA_128_GCM_SHA256:TLS_CHACHA20_POLY1305_SHA256:ECDHE-RSA-CHACHA20-POLY1305:ECDHE-ECDSA-CHACHA20-POLY1305:DHE-RSA-CHACHA20-POLY1305:PSK-CHACHA20-POLY1305:ECDHE-PSK-CHACHA20-POLY1305:DHE-PSK-CHACHA20-POLY1305:RSA-PSK-CHACHA20-POLY1305:DHE-RSA-AES256-GCM-SHA384:DH-RSA-AES256-GCM-SHA384:DHE-DSS-AES256-GCM-SHA384:DH-DSS-AES256-GCM-SHA384:ADH-AES256-GCM-SHA384:TLS_AES_256_GCM_SHA384:ECDHE-ECDSA-AES256-GCM-SHA384:ECDH-ECDSA-AES256-GCM-SHA384:ECDHE-RSA-AES256-GCM-SHA384:ECDH-RSA-AES256-GCM-SHA384:DHE-RSA-AES256-CCM8:DHE-RSA-AES256-CCM:PSK-AES256-CCM:DHE-PSK-AES256-CCM:PSK-AES256-CCM8:DHE-PSK-AES256-CCM8:ECDHE-ECDSA-AES256-CCM:ECDHE-ECDSA-AES256-CCM8:

    #
    ############
    # – OCSP Stapling, only in httpd 2.3.3 and later
    SSLUseStapling on
    SSLStaplingResponderTimeout 5
    SSLStaplingReturnResponderErrors off
    SSLStaplingCache “shmcb:logs/ssl_stapling(32768)”
    #
    # – HTTP Strict Transport Security Header.
    Header always set Strict-Transport-Security “max-age=31536000; includeSubDomainsi; preload”

    สำหรับคนที่ใช้ letsencrypt.org ตอนสร้าง cert ให้เพิ่มคำสั่งนี้ครับ –rsa-key-size 4096
    #sudo certbot certonly –rsa-key-size 4096 –manual –preferred-challenges dns

    เสร็จไปทดสอบที่
    https://www.ssllabs.com/ssltest/


    ปล.1 ถ้าใช้ Certificate ที่สำนักนวัตกรรมดิจิทัลและระบบอัจฉริยะ จัดชื้อมา จะได้ RSA key ขนาด 2048 bit ทำให้คะแนน Key Exchange ได้ 90 คะแนน

    ปล.2 ส่วนของ IIS ค่อยทำครับ เพราะต้องใช้ Windows 2022 ขึ้นไปครับ จึงจะ support TLSv1.3
    ที่ผมมีเพียง Windows 2019 จึงได้ คะแนน ส่วนของ Cipher Strength ได้แค่ 90

    ปล.3 ถ้าท่านตามนี้จะทำให้ browser version เก่าเข้าใช้งาน web ท่านไม่ได้เพราะได้ตัด Cipher ที่เป็นจุดอ่อนของระบบออกไป ซึ่ง browser เหล่านนั้นล่วนแต่ใช้ Cipher ที่ถุกตัดออก

    ปล.4 สำหรับ Windows ใช้คำสั่งนี้สร้าง cert สำหรับ IIS ครับ #sudo openssl pkcs12 -export -out oas.psu.ac.th.pfx -inkey oas.psu.ac.th.key -certfile intermediate_oas.psu.ac.th_ca.crt -in oas.psu.ac.th.crt

    ปล.5 เพิ่ม SSLCipherSuite ตาม https://www.tenable.com/plugins/nessus/156899 (2560/11/03)

  • การเปลี่ยน IP Bridge ของ Docker

    IP ของ Docker โดย Default เป็น Private IP Class B มันจะมีปัญหา Network ที่ใช้ Private IP Class B
    ในที่นี้เราจะเปลี่ยน Default ของ Docker กัน
    1. แก้ไขแฟ้ม /etc/docker/daemon.json เพิ่ม
    {
        “default-address-pools”:
            [
                {“base”:”10.10.0.0/16″,”size”:24}
            ]
    }
    ถ้ามี ค่าอื่นอยู่ให้ใส่ , หลัง ]
    {
        “dns”: [“172.18.1.2”, “172.18.1.3”],
        “default-address-pools”:
            [
                {“base”:”10.10.0.0/16″,”size”:24}
            ]
    }

    2. ตรวจสอบว่า Docker มีการสร้าง Network อะไรบ้าง
    #sudo docker network ls

    3.ลบ network ที่วงกลมสีแดงตามข้อ 2
       3.1 ต้องหยุดการทำงานของ container ที่เรียกใช้ก่อน
             #sudo docker network inspect taneeoaspsuacth_default

             #sudo docker stop tanee_mysql tanee_web
       3.2 ลบ network
             #sudo docker network rm taneeoaspsuacth_default

    4. สร้าง network ใหม่
    #sudo docker network create –driver bridge taneeoaspsuacth_default <= ชื่อไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิม

    5. เชื่อม network และ container
    #sudo docker network connect taneeoaspsuacth_default tanee_web
    #sudo docker network connect taneeoaspsuacth_default tanee_web

    6. เริ่มการทำงานของ container 
    #sudo docker start tanee_mysql tanee_web

    7. ตรวจสอบ netwrok
    #sudo docker network inspect taneeoaspsuacth_default

    จะพบว่า ip ของ container  ได้เปลี่ยนไปแล้ว

    8. ลบ Bridge Network เดิม
    #ifconfig

    #sudo ip link set br-0f333b026e6f down
    #sudo ip link set br-b698ee3e22e0 down
    #sudo brctl delbr br-0f333b026e6f
    #sudo brctl delbr br-b698ee3e22e0

  • Rename นามสกุลไฟล์ หลายๆไฟล์พร้อมกัน ด้วย command line

    สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่าน เราเจอกันอีกแล้ววว 🙂

    Blog วันนี้ผู้เขียน ขอว่าด้วยเรื่องของการเปลี่ยนนามสกุลไฟล์ ครั้งละหลายๆไฟล์ พร้อมกัน ด้วยคำสั่ง command line

    อันที่จริงวันนี้ทางผู้เขียนเจอปัญหาการแสดงผลรูปภาพในหน้าเว็บไซต์ที่ทางทีมเป็นผู้ดูแล ซึ่งไม่รองรับไฟล์นามสกุล .jpeg ซะงั้น แต่ไฟล์รูปต้นฉบับ 2800 กว่าไฟล์นี่มัน .jpeg หมดเลยนี่สิ …. ครั้นจะมานั่งเปลี่ยนที่ละไฟล์ก็ดูจะเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป !!! เลยต้องมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และนำมาทดลองใช้แก้ปัญหาในครั้งดู มาค่ะ มาเริ่มกันเลย

    Step 1 : ให้ทุกท่าน ไปที่ start ของ window ของเรา และค้นหาคำว่า cmd เพื่อเรียก command line ขึ้นมา

    ตัวอย่างไฟล์ที่เราต้องเปลี่ยนนามสกุล

    Step 2 : เราจะได้หน้าจอ command line ของเราขึ้นมา อย่างแรกเลยคือเราต้องเขียนคำสั่งเข้าไปยัง folder ที่เก็บไฟล์ที่เราต้องการ rename ก่อน จากตัวอย่างผู้เขียนจะเก็บไว้ที่ folder ชื่อ name2 ซึ่งอยู่บน desktop ตัวอย่างคำสั่งก็ประมาณนี้ cd c:/users/administrator/desktop/name2 จากนั้นคลิก enter เล้ย

    ปล…สำหรับคำสั่ง command line นี่มีมากมายเลยนะ อันนี้แค่เบื้องต้นเท่านั้นแหละ พวก cd, cd.. , del, rename ฯลฯ

    Step 3 : จากรูปด้านบนสังเกตุได้ว่า เราก็จะเข้าไปอยู่ใน folder name2 เรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็มาเขียนคำสั่งเพื่อเปลี่ยนนามสกุลกันเล้ยยยย คำสั่งคือ rename *.jpeg *.jpg จากนั้นกด Enter เพื่อ run คำสั่งได้เลยทุกคน

    ปล…rename คือคำสั่ง เปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลของไฟล์ ส่วน * คืออะไรก็ตาม ตามรูปแบบคำสั่ง โดยรวมคือเราจะเปลี่ยนทุกไฟล์ใน folder name2 ที่นามสกุล .jpeg ให้เป็นนามสกุล .jpg

    จากตัวอย่างในวิดีโอ หลังจากเรา Run คำสั่งเรียบร้อยแล้ว นามสกุลไฟล์ใน name2 ของเราก็จะเปลี่ยนให้อัตโนมัติเน้อ

    ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Blog นี้จะมีประโยชน์กับผู้อ่านทุกๆท่าน ไม่มากก็น้อย หลายๆท่านอาจรู้อยู่แล้ว แต่หลายๆท่านก็อาจจะไม่เคยรู้มาก่อน ดังนั้นลองอ่านลองทำตามกันดูนะคะ ง่ายมาก สะดวกและประหยัดเวลามากๆเลย

    ขอบคุณแหล่งข้อมูลอ้างอิงความรู้ดีๆจาก : https://www.techhub.in.th/

  • Text Replacement บน iOS

    สำหรับนักแชททั้งหลายเคยไหมคะ ที่เราต้องพิมพ์ประโยคเดิม ๆ บ่อย ๆ และถึงแม้เครื่องจะแสดงคำที่คาดเดามาให้เราเลือก แต่ก็ยังไม่ใช่คำที่เราต้องการ วันนี้ทางเราชาว iOS ขอมานำเสนอ Text Replacement ซึ่งฟีเจอร์นี้น่าจะถูกใจกับนักแชททั้งหลาย เพราะเราสามารถสร้างคำย่อและคำเต็มที่เราต้องการด้วยตัวเองได้เลย เราลองไปดูวิธีการตั้งค่าเลยค่ะ

    1. เข้าไปที่ Setting


    2. เลือก General


    3. เลือก Keyboard


    4. เลือก Text Replacement


    5. กดเครื่องหมาย + เพื่อเพิ่มคำที่เราต้องการ


    6. ในช่อง Phrase ให้พิมพ์คำเต็มที่เราต้องการ ส่วนช่อง Shortcut ให้เราเพิ่มคำย่อ ตัวอย่าง
    Phrase : วันนี้กินข้าวที่ไหน
    Shortcut : กข
    เสร็จแล้วให้กด SAVE


    7. แสดงคำที่เราได้บันทึกไว้


    8. เมื่อเราแชทและพิมพ์คำย่อที่เราได้สร้างไว้ ก็จะปรากฏคำเต็มให้เราเลือกส่งหาคู่สนทนาได้เลยทันที


    เป็นไงบ้างคะ สะดวกรวดเร็ว เหมาะกับนักแชทมืออาชีพอย่างพวกเราค่ะ ^^