คู่มือเทคนิคการใช้งาน Function พื้นฐานใน Itextsharp สำหรับมือใหม่ ตอนที่ 1

หลังจากที่ผู้เขียนได้ทดลองใช้งาน Itextsharp มาเป็นระยะเวลานึง ในระหว่างที่ได้ทำการใช้งานนั้น ก็เกิดปัญหาต่างๆจากการใช้งานมากมาย ซึงมาจากความไม่รู้ของผู้เขียนเอง เลยได้ทำการรวบรวมข้อมูลวิธีใช้งานเบื้องต้น ให้กับผู้ที่สนใจใช้งาน Itextshap ได้สะดวกมากขึ้น ซึ่งจริงๆแล้วมีพี่ท่านนึงได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้แล้วบ้างส่วน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถอ่านได้จาก Link นี้ครับ สร้างเอกสาร PDF ด้วย iTextSharp ส่วนในบทความนี้จะทำการขยายรายละเอียดลงไปในแต่ละ Function ครับ โดย Function ที่จะพูดถึงในบทความนี้มีดังต่อไปนี้

1. BaseFont และ Font คืออะไร

ถ้าจะให้พูดถึง Function Basefont ให้เข้าใจง่ายๆแล้วละก็ หน้าที่ของมันคือเป็นการประกาศให้ตัว Itextsharp ทราบว่าเราต้องการใช้ Font อะไรในการทำงานบ้าง สามารถเทียบได้กับช่องเลือก Font ในโปรแกรม Office นั้นแหละครับ และ Function Font จะสร้างรูปแบบของ Font ได้ตามที่เราต้องการ ไม่ว่าจะเป็น ตัวหนา เอียง ขีดเส้นใต้ ขีดเส้นทับ เป็นค่าเริ่มต้นไว้ แล้วหลังจากนั้นเราก็สามารถนำไปใช้งานได้ตลอดการสร้างเอกสาร โดยอ้างอิง Font ที่ใช้งานมาจาก BaseFont อีกทีนึง

ตอนนี้ก็มาดูรูปแบบการสร้าง BaseFont และทำ Font ต้นแบบเป็นตัวหนานะครับโดยสามารถทำได้ 2 วิธีคือ

  • กรณีที่เรามีชุดของ Font มาแล้วนะครับ(คือแยกตัวหนา ตัวเอียง ขีดเส้น)
BaseFont bf_bold = BaseFont.CreateFont(@"C:\WINDOWS\Fonts\THSarabunNewBold.TTF", BaseFont.IDENTITY_H, BaseFont.NOT_EMBEDDED, true);

Font fnt = new Font(bf, 12);

  • กรณีที่เรามี Font แค่รูปแบบเดียว
BaseFont bf = BaseFont.CreateFont(@"C:\WINDOWS\Fonts\THSarabun.TTF", BaseFont.IDENTITY_H, BaseFont.NOT_EMBEDDED, true);

Font fnt = new Font(bf, 12,Font.BOLD);

จากตัวอย่างทั้ง 2 แบบ เราจะมี Font ที่มีรูปแบบของตัวหนาในชื่อของตัวแปร fnt ไว้ใช้งานได้เหมือนกันครับ โดยจะมีความแตกต่างกันคือ แบบที่ 1 นั้น จะเป็นการนำเอารูปแบบของ Font ที่ได้อ้างอิงเอาไว้มาแสดงผลบนเอกสารโดยตรง ต่างจากแบบที่ 2 จะเป็นการนำเอา Font ที่ได้ประกาศเอาไว้แบบตัวอักษรปกติมาแปลงผ่านตัว Itextsharp ให้กลายเป็นตัวหนา อีกทีโดยผ่านทาง property Font.BOLD ครับ แล้วหลายๆท่านคงสงสัยว่าทั้ง 2 แบบมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ในแบบที่ 1 การแสดงผลของ font จะถูกต้อง สวยงามตามต้นฉบับ font ที่เราได้ทำการอ้างอิงไว้ครับ แต่ข้อเสียคือ ถ้าเราต้องการสร้าง Font ต้นแบบไว้ในหลายลักษณะ เราก็ต้องอ้างอิงตัวรูปแบบ Font ที่เราต้องการทั้งหมดไปด้วย ส่วนแบบที่ 2 นั้น เราสามารถใช้ Font อ้างอิงเพียงอันเดียว แล้วสร้างรูปแบบ Font ตามที่เราต้องการได้ไม่จำกัด แต่การแสดงผลอาจไม่สวยงามเท่ากับแบบที่ 1

แล้วถ้าเราต้องการที่จะใส่สีให้กับ font ของเราละ จะสามารถทำได้หรือไม่ คำตอบคือ ทำได้ครับ โดยใน Function Font นั้น ถูกออกแบบมาให้เราสามารถทำรูปแบบของ font ได้หลากหลายรูปแบบครับ มาดูตัวอย่างกัน

BaseFont bf = BaseFont.CreateFont(@"C:\WINDOWS\Fonts\THSarabun.TTF", BaseFont.IDENTITY_H, BaseFont.NOT_EMBEDDED, true);
Font fnt = new Font(bf, 12,Font.BOLD,BaseColor.red);
Font fnt = new Font(bf, 16,Font.Italic,BaseColor.green);
Font fnt = new Font(bf, 12,Font.BOLD | Font.Italic);
Font fnt = new Font(bf, 12 Font.BOLD | Font.Underline, BaseColor.blue)

จากตัวอย่างที่ยกให้ดูในข้างต้นนั้น เมื่อนำไปใช้จะได้ผลลัพท์ดังต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1  AAA

ตัวอย่างที่ 2  AAA

ตัวอย่างที่ 3  AAA

ตัวอย่างที่ 4  AAA

จากตัวอย่างทั้ง 4 แบบนั้น ผมได้นำวิธีการทำแบบที่ 2 มาใช้คือการอ้างอิง font จากรูปแบบเดียว แล้วมาแปลงรูปแบบจาก Function Font อีกรอบ ตามที่เราต้องการครับ ดูแล้วไม่ยากเลยใช่ไหมครับ

ตอนนี้ก็มาถึงข้อสรุปการใช้งาน Function BaseFont และ Font คือ

  • สร้าง Basefont ขึ้นมาโดยอ้างอิงไปยัง Font หรือ ชุดรูปแบบ Font ที่เราต้องการใช้งาน
  • สร้าง Font ตามรูปแบบที่เราต้องการ โดยอ้างอิงจาก Basefont
  • รูปแบบที่สามารถกำหนดได้มี ขนาดของFont รูปแบบของ Font(สามารถผสมได้) และสีของ Font

2. Function สำหรับสร้างเอกสารและ export ออกไปเป็น PDF

ส่วนต่อมาที่ผู้เขียนจะพูดถึงนั้น เป็นส่วนค่อนข้างสำคัญมากเลยทีเดียว ถ้าเราไม่ทำการเรียกใช้งาน เราก็ไม่สามารถที่จะสร้างเอกสารได้เลยครับ ซึ่ง Function ที่จะพูดถึงหลักๆคือ Document และ Function สำหรับสร้างไฟล์(ขึ้นอยู่กับภาษาที่ใช้งาน) โดยเจา Function Document ทำหน้าที่เหมือนดังตัวเอกสารหรือกระดาษนั้นเอง เหมือนเราใช้งานคำสั่งนี้ เราก็จะได้หน้ากระดาษปล่าวๆพร้อมใช้งานแล้ว โดยเราสามารถกำหนดค่าต่างๆของกระดาษได้ตามที่เราต้องการ มาดูตัวอย่างกันเลยดีกว่าครับ

Document pdfDoc = new Document(PageSize.A4, 30, 30, 20, 20);

จากตัวอย่าง จะเห็นว่าเราทำการสร้างเอกสารขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า pdfDoc เป็นเอกสารขนาด A4 โดยมีการกั้นขอบกระดาษไว้ ด้านซ้าย 30 ด้านบน 30 ด้านขวา 20 และด้านล่าง 20  แล้วค่าตัวเลขนี้มาจากไหน เราจะรู้ได้ยังไงว่าโปรแกรมจะเว้นที่ว่างบนกระดาษเท่าไร ผมมีคำตอบครับ จากการค้นหามามีการกำหนดเป็นมาตรฐานของกระดาษ โดยสามารถอ้างอิงได้ตามนี้ครับ 1 in = 2.54 cm = 72 points. ซึงตัวเลข 30,30,20,20 ก็คือค่า point นั้นเอง จากตัวอย่าง 30 point เท่ากับ 0.4 นิ้ว หรือประมาณ 1 เซนติเมตรนั้นเอง แล้วถ้าเราต้องการเปลี่ยนขนาดกระดาษละ จะต้องทำอย่างไร เราสามารถเปลี่ยนขนาดของกระดาษได้จาก Property PageSize นั้นเอง ซึ่งมีรูปแบบกระดาษให้เลือกมากมายไม่ว่าจะ ซองจดหมาย A4 A3 A2 เป็นต้น ซึ่งการเลือกขนาดของกระดาษก็ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่เราต้องการจะแสดงว่าต้องการขนาดเท่าไร แล้วเราสามารถตั้งค่ากระดาษเป็นแนวตั้งหรือแนวนอนได้ไหม สามารถทำได้เช่นกันครับ ตามตัวอย่างนี้เลย

Document pdfDoc = new Document(PageSize.A4.Rotate(), 20, 15, 10, 10);

จากตัวอย่างเราสามารถทำได้ง่ายๆโดยใช้ property PageSize และกำหนดให้ทำการพลิกกระดาษ โดยคำสั่ง Rotate() ต่อท้ายขนาดกระดาษที่เราได้เลือกเอาไว้ ต่อมาเมื่อเราทำการตั้งค่ากระดาษเรียบร้อยแล้ว เราต้องทำการเปิดตัวเอกสารของเรา ให้สามารถบันทึกข้อมูลตามที่เราต้องการลงไปได้ ด้วยคำสั่ง Open() และทำการปิดเอกสารเมื่อทำการบันทึกข้อมูลเสร้จเรียบร้อย ด้วยคำสั่ง Close() มาดูตัวอย่างกัน

Document pdfDoc = new Document(PageSize.A4, 30, 30, 20, 20);
pdfDoc.Open();
...
pdfDoc.Close();

นี้ก็ถือว่าจบส่วนของการสร้างเอกสารและตั้งค่ากระดาษแล้วครับ ส่วนต่อมาเป็นส่วนการเขียนเอกสารจริงผ่าน Function ของภาษาที่เราใช้งานกัน โดยตัวอย่างของผู้เขียนนั้นใช้งานภาษา C# บน .Netframework ไปดูตัวอย่างการเขียนได้เลยครับ

Document pdfDoc = new Document(PageSize.A4.Rotate(), 20, 15, 10, 10);
PdfWriter.GetInstance(pdfDoc, System.Web.HttpContext.Current.Response.OutputStream);
pdfDoc.Open();
...
pdfDoc.Close();
HttpContext.Current.Response.ContentType = "application/pdf";
HttpContext.Current.Response.AddHeader("content-disposition", "attachment; filename=StatSummary_" + DateTime.Now.ToString("yyyyMMdd") + ".pdf");
System.Web.HttpContext.Current.Response.Write(pdfDoc);

จากตัวอย่าง ผู้เขียนได้ทำการระบุว่าเอกสารที่เราสร้างนั้นกำหนด ContentType เป็น application/pdf เพื่อ Response เป็น Pdf ในบรรทัดที่ 6 และทำการตั้งชื่อเอกสาร ในบรรทัดที่ 7 สุดท้ายก็ทำการสร้างเอกสารและบันทึกไว้บนเครื่อง ในบรรทัดที่ 8 ก็ถือว่าจบในส่วนของการสร้างเอกสารแล้วครับผม


ในส่วนของบทความนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงไว้แค่ 2 หัวข้อก่อนแล้วกันครับ ส่วนหัวข้อต่อๆไปจะมาเขียนต่อในบทความถัดไป โดยเนื้อหาส่วนไหนผิด ใช้คำไม่สุภาพไม่ถูกต้อง ก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

Leave a Reply